“ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”

image

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี

ครูศิลป์ชาวอิตาลีที่คนไทยควรรู้จัก

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี นามเดิมว่า คอร์ราโด เฟโรจี (Professor Corrado Ferocil) เป็นชาวนครฟลอเรซ์ ประเทศอิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 (และได้รับการกำหนดให้เป็นวัน ศิลป์ พีระศรี) ณ ตำบล San Giovanni บิดาชื่อ นาย Artudo Feroci มารดาชื่อ นาง Santina Feroci มีอาชีพค้าขาย

เข้าศึกษาในระดับชั้นประถมเมื่อปี พ.ศ. 2441 ภายหลังจบหลักสูตร 5 ปี เข้าศึกษาในโรงเรียน มัธยมอีก 5 ปี และเนื่องจากชื่นชอบศิลปะมาตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเฉพาะผลงานของ ไมเคิล แองเจโล ประติมากรเอกของโลกซึ่งเป็นชาวฟลอเรนซ์เช่นกัน จึงตัดสินใจศึกษา ต่อทางด้านศิลปะใน โรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์

จบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปี รับประกาศนียบัตรช่างปั้น ช่างเขียน ต่อมา เข้าสอบคัดเลือกรับ ปริญญาบัตร เป็นศาสตราจารย์ ได้รับเกียรตินิยม อันดับหนึ่งจากจำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์วิจารณ์ศิลป์ และปรัชญา โดยเฉพาะมีความสามารถทาง ด้านศิลปะ แขนงประติมากรรม และจิตรกรรม ซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียง 23 ปี

ในสมัยหนึ่ง รัชกาลที่ 6 มีพระประสงค์จะหาช่างปั้นมาช่วยปฎิบัติราชการเพื่อฝึกฝนให้คนไทย สามารถปั้นรูป ได้อย่างแบบตะวันตก และมีความรู้ถึงเทคนิคต่าง ๆ ในงานประติมากรรมด้วย จึงได้ติดต่อกับรัฐบาลอิตาลี ขอคัดเลือกนักประติมากรที่ชื่อเสียง เพื่อเข้ามาปฎิบัติราชการ กับรัฐบาลไทย

image

ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี ได้ทราบข่าวจึงยื่น ความจำนง พร้อมภาพถ่ายผลงานเข้าคัดเลือก เพื่อแข่งขันกับศิลปินอิตาเลียน จำนวน 200 คน และในที่สุดก็ได้รับเลือก รัฐบาลไทยรับ ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี เข้าเป็นข้าราชการ ในตำแหน่ง ช่างปั้นกรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 เมื่ออายุย่างเข้าวัย 32 ปี โดยได้รับเงินเดือนเดือนละ 800 บาท ค่าเช่าบ้าน 80 บาท

ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2469 ศาสตราจารย์ คอร์ราโด เฟโรจี ได้ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ ช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา ได้รับเงินเดือนเดือนละ 900 บาท แล้วย้ายมาเป็น ช่างปั้น สังกัดอยู่ในกองประณีตศิลปกรรม กรมศิลปากร กระทรวงธรรมการ

ราวปีพ.ศ. 2477 เนื่องจากทางราชการเห็นความสำคัญของการศึกษาศิลปะตามแนวตะวันตก จึงได้ขอให้ ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี เป็นผู้วางหลักสูตรการศึกษาให้มีมาตรฐานเดียวกัน กับโรงเรียนศิลปะในยุโรป ท่านจึงเริ่มวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรม และประติมากรรม ขึ้นในระยะเริ่มแรกชื่อ "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม" (ซึ่งต่อมา โรงเรียนประณีตศิลปกรรม ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น "โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง" ในปี 2480)

โดยศาสตราจารย์ คอร์ราโด เฟโรจี ได้วางหลักสูตรอบรมกว้าง ๆ และทำการสอนให้แก่ผู้ที่สนใจ ในวิชา ประติมากรรมทั้งภาคทฤษฏี และภาคปฎิบัติ โดยผู้ได้รับการอบรมรุ่นแรก ๆ ส่วนมากสำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนเพาะช่าง อาทิ สาย ประติมาปกร, สุข อยู่มั่น, ชิ้น ชื่อประสิทธ์, สวัสดิ์ ชื่นมะนา และแช่ม แดงชมพ ผู้ที่มาอบรม ฝึกงานกับศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี (สมัยนั้นเรียกกันว่า "อาจารย์ฝรั่ง") ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะทางราชการมีนโยบายส่งเสริม ช่างปั้น ช่างหล่อ ให้มีคุณภาพ และมีมาตรฐาน

ซึ่งต่อมาบุคคลเหล่านี้ได้มาเป็นผู้ช่วยช่าง และบางคนก็เข้ารับราชการ ช่วยแบ่งเบาภาระงาน และช่วยทำให้กิจการปั้นหล่อของ กรมศิลปากร เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว

image

และการเริ่มเปิด สอนศิลปะของศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี ให้แก่ข้าราชการ และคนไทย ที่รักทางช่างศิลป นี้เอง เป็นผลให้ประเทศไทยมีช่างศิลปที่สามารถทำงานได้ตามความ ต้องการของทางราชการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 เป็นต้นมา

กำเนิดโรงเรียนประณีตศิลปกรรมสู่โรงเรียนศิลปากร

ภายหลังจากก่อตั้งกรมศิลปากรขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบงานทางด้าน ศิลปกรรมโดยตรง และแบ่งประเภทงานศิลปกรรมออกเป็น 7 สาขา คือ งานช่างปั้น ช่างเขียน ดุริยางคศาสตร์ นาฎศาสตร์ สุทรพจน์ สภาปัตยกรรม และอักษรศาสตร์ ทำให้กรมศิลปากรมีหน้าที่ดูแลงานต่างๆ ขึ้นโดยชัดเจน

หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤต) อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี ข้าราชการอยู่ในแผนกจิตรกรรมประติมากรรม ช่างรัก กองสถาปัตยกรรมของกรมศิลปากร และคุณพระสาโรช รัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยงค์) สถาปนิกของกรมศิลปากรได้มีดำริร่วมกัน ในการผลิตบุคลากร เพื่อสานต่องานด้านศิลปกรรม ของกรมศิลปากร โดยการจัดตั้งโรงเรียนอบรมและสอนวิชาศิลปะ ให้แก่ข้าราชการและ คนไทยอย่างเป็นขั้นตอน ดังนั้นโรงเรียนประณีตศิลปกรรมจึงถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2477

นักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียนประณีตศิลปกรรมมีทั้งหมด 7 คนคือ แช่ม ขาวมีชื่อ พิมาน มูลประมุข สิทธิเดช แสงหิรัญ เฟื้อ หริพิทักษ์ จงกล กำจัดโรค สวัสดิ์ ชื่นมะนา และพวงทอง ไกรหงษ์ ในระยะแรก ๆ ของการเรียนการสอนศิลปะในโรงเรียนประณีตศิลปกรรมนั้น ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้อำนวยการสอน มีครู อาจารย์และศิษย์รุ่นแรกๆ ช่วยสอนนักเรียนรุ่นต่อ ๆ มา การเข้าเรียนในโรงเรียนประณีตศิลปกรรม

ระยะแรกนั้น ใครสมัครเรียนช่างเขียนก็สอบระบายสีน้ำ ใครสมัครเรียนช่างปั้นจากแบบ ที่กำหนดให้

image

ในปี พ.ศ. 2480 โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง ปรับปรุงการเรียนการสอนออกเป็น 3 แผนก คือ แผนกนาฏดุริยางค์ แผนกประณีตศิลปกรรม และแผนกศิลปอุตสาหกรรม นักเรียนที่เรียนทางจิตรกรรม และประติมากรรมอยู่ในแผนกประณีตศิลปกรรม และยังคงใช้แนวการศึกษาแบบอะคาเดมี (Academy) แบบยุโรปในการ เรียนการ สอนคือฝึกฝนพื้นฐาน ความรู้ความสามารถในการสร้างผลงานแบบเหมือนจริง โดยอาศัยข้อมูลจากธรรมชาติเป็นหลัก

กล่าวได้ว่า ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้เป็นรากเหง้าสำคัญในการเติบโตของ ศิลปะสมัยใหม่ ดังจะเห็นได้จากการนำผลงานของนักเรียนโรงเรียนศิลปากรออกจัดแสดง แก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก ในงานฉลองรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2480 ซึ่งได้รับความสนใจ จากประชาชน และได้รับการวิจารณ์ อย่างน่าสนใจ

แนวทางในการสอนวิชาศิลปะแนวตะวันตก ที่เน้นการศึกษาข้อเท็จจริง จากธรรมชาติและการ เคี่ยวเข็ญ ลูกศิษย์ลูกหาอย่างใกล้ชิดของกลุ่มอาจารย์ ทำให้โรงเรียน ผลิตนักเรียนที่ก้าวมาสู่การ เป็นศิลปิน และนักสร้างสรรค์ ที่มีประสบการณ์และมีความสามารถสูง และกลุ่มคนเหล่านี้ได้ กลายมาเป็นศิลปิน ข้าราชการในกรมศิลปากร อาจารย์สอนในโรงเรียน ศิลปากรแผนกช่าง สร้างสรรค์ผลงานและ สืบต่อการสอนศิลปะในสถาบันให้ก้าวหน้า ต่อไปยิ่งขึ้น

ความพิเศษอีกประการหนึ่งของโรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง ก็คือ การสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ของช่างที่เคยเป็น ข้าราชการกรมศิลปากร ให้ดำเนินต่อโดยมีความรู้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน ช่างศิลป์ ในยุคสมัยนี้สร้างผลงานเชื่อมโยงกับรากฐานของศิลปวัฒนธรรมเดิม ทำให้ศิลปินและช่างศิลป์ ในสมัยนี้มีทั้งกลุ่มที่มีความสามารถ ในแนวสากลตะวันตก และแนวประเพณีไทย และสิ่งหนึ่ง ที่ลูกศิษย์จากสถาบันแห่งนี้สามารถแสดงออกในการ ทำงานได้ ก็คือ ลักษณะผลงาน และความพิเศษของแต่ละคนที่มีอยู่ในงานศิลปกรรมจะมีความแตกต่างกันไป ซึ่งในทางศิลปะ นั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งทีเดียว

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 (ในช่วงปี 2485) ประเทศอิตาลี ยอมแพ้แก่ฝ่ายพันธมิตร เป็นผลให้ชาวอิตาเลียนในประเทศไทย ต้องตกเป็นเชลยของเยอรมันกับญี่ปุ่น รัฐบาลไทยจึงขอ ควบคุม ตัวศาสตราจารย์ คอร์ราโด ไว้เอง จากนั้นหลวงวิจิตรวาทการ ได้ดำเนินการขอโอน สัญชาติจากอิตาเลียน มาเป็นสัญชาติไทย และเปลี่ยนชื่อให้เป็น "นายศิลป์ พีระศรี" เพื่อคุ้มครองไว้ไม่ให้ต้องถูกเกณฑ์ ไปเป็นเชลยศึกให้สร้าง ทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้าม แม่น้ำแคว เมืองกาญจนบุรี

กำเนิดมหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันศิลปะอุดมศึกษาแห่งแรก

image

เนื่องจาก ผลงานของคณะอาจารย์ และศิษย์โรงเรียนศิลปกรแผนกช่าง สามารถ พิสูจน์ให้เห็นถึง ความสามารถ อยู่บ่อยครั้ง จากการจัดการแสดงครั้งแรกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2480 และการนำงานศิลปะทั้งประเภท จิตรกรรม ประติมากรรม และส่วนตกแต่งอื่น ๆ เข้าไปประกอบ กับสถาปัตยกรรม และสิ่งสำคัญที่เห็นได้ชัดเจน ในเวลานั้น คือ การสร้างอนุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ดังนั้นในปี 2485 เมื่อกรมศิลปากรแยกจากกระทรวงศึกษาธิการ ไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐบาลไทย ในขณะนั้นจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี พิจารณาเห็นถึงความสำคัญ ของโรงเรียนแห่งนี้ โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง จึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น "มหาวิทยาลัยศิลปากร" ในปี พ.ศ. 2486 โดยการสนับสนุนของจอมพลแปลก

image

ซึ่งนำเรื่องขึ้นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และมีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้น คือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และตรา พระราชบัญญัติจัดตั้ง มหาวิทยาลัยศิลปากร ขึ้นในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2486 และประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันทื่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 มีคณะจิตรกรรมและประติมากรรม เป็นคณะวิชาเดียว ของมหาวิทยาลัย ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี ผู้ที่สอบผ่าน 3 ปีจะได้รับอนุปริญญา เปิดสอนเพียง 2 สาขา คือ สาขาจิตรกรรม และสาขาประติมากรรม โดยให้ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้อำนวยการ และดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรก

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับการใช้ชื่อเรียก "มหาวิทยาลัย" ไว้ในบทความ ชื่อมหาวิทยาลัยศิลปากร ว่า

"สำหรับศูนย์กลางศิลปะนั้น ไม่ควรเรียกว่า มหาวิทยาลัย ควรจะเรียกว่า ศิลปะศึกษาสถาน (Academy) วิทยาลัย (College) หรือ สถาบันศิลปะ (Imstitute of Art) แต่ผู้ที่เข้าใจ ระบบการศึกษาของไทยเราย่อมจะรู้ว่า นักศึกษาชั้นมหาวิทยาลัยเท่านั้น จึงจะได้รับการยกย่อง โดยทั่วไปในยุโรป ในอเมริกา ในประเทศอื่น ๆ นักศึกษาของสถาบันการศึกษาศิลปะ ที่กล่าวมาแล้ว มีสิทธิ์และได้รับการยกย่องนับถือเช่นเดียวกันกับนักศึกษา ของมหาวิทยาลัย ดังนั้นในต่างประเทศจึงไม่นิยมเรียกศูนย์กลางการศึกษาฝึกฝนศิลปะว่า มหาวิทยาลัย"

ในการเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรนี้ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี มักเน้นแก่บรรดา ลูกศิษย์เสมอว่า

image

"คนเรามิใช่เพียงแต่จะเกิดมา เพื่อกิน นอน และสืบพันธุ์อย่างเดียว เขาจะต้องบริโภคอาหารใจ คือ ศิลปะด้วย ศิลปะทุกรากฝอยใน 5 แขนง ล้วนผูกพันและข้องเกี่ยวกัน"

"ศิลปะเป็นสิ่งที่ยกระดับจิตใจ ของความเป็นมนุษย์อันเลิศให้สูงขึ้น มนุษย์แตกต่างกว่าสัตว์ก็ตรงนี้"

และอมตวาจา ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ก็คือ "ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น"

เกี่ยวกับหลักสูตรในการเรียนการสอนของศาสตราจารย์ศิลป์นั้น ท่านได้กล่าวไว้ในบทความชื่อ มหาวิทยาลัยศิลปากร ว่า

"เรื่องที่ถกเถียงกันมากเกี่ยวกับการศึกษาศิลปะในประเทศนั้น ได้แก่ ระบบและวิธีการสอน มีบางท่าน ผู้ประสงค์จะรักษาศิลปะแบบประเพณีไว้แนะนำว่า นักศึกษาควรลอกแบบของเก่า แต่เรามีความคิดว่า การลอกแบบของเก่านั้น ผู้ลอก กลายเป็นผู้เลียนแบบ และไม่อาจทำงาน ถึงชั้นฝีมือชั้นสูงของอาจารย์ได้ ถึงจะมีได้ก็เป็นจำนวนน้อยมาก

วัฒนธรรมของเราในขณะนี้เห็นได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีผล สะท้อนอยู่ในงานศิลปะสมัยใหม่ จึงเป็นธรรมดาที่ศิลปินปัจจุบันจะผลิตงานศิลปะขึ้นมาตาม แนวของชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนกระทำ ตัวอย่างเช่น เดี๋ยวนี้เราแต่งกายไม่เหมือนแต่ก่อน เรามีเครื่องจักร และวิธีการติดต่อขนส่งใหม่ ๆ เรามีบ้านที่ตกแต่งอย่างงดงาม ฯลฯ ทุกวันนี้เรา ติดต่อกับโลกภายนอกอยู่ทุกขณะ สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลสะท้อนอยู่ในการแสดงออกซึ่งลักษณะ ของศิลปะสมัยใหม่ด้วย

ผู้อ่านบันทึกนี้มิควรตกใจ เราสำนึกเป็นอย่างดี ถึงความสำคัญของศิลปะโบราณที่มีอยู่ต่อการ ทำงานศิลปะตามความรู้สึกปัจจุบัน และด้วยเหตุนี้เองในระหว่างระยะเวลา 3 ปี นักศึกษาต้อง ศึกษาค้นคว้า งานศิลปะโบราณเป็นเวลาสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง ถ้านักศึกษาเป็นผู้มีอุปนิสัยของ ศิลปินอย่างแท้จริง เขาก็ค่อย ๆ ดึงดูดเอาวิญญาณของศิลปินในอดีตเข้ามาไว้ จากนั้นก็ถ่ายทอดออกมาเป็นความรู้สึกใหม่ของตน

สิ่งสำคัญที่สุดในการศึกษา อยู่ที่การพิจารณาถึงความต้องการของทางราชการ และทางส่วนบุคคล แล้วแต่วิชาต่าง ๆ ที่สอนเท่าที่อาจเป็นได้ เราควรตระหนักว่าเมื่อนักศึกษาสำเร็จแล้ว จะมีโอกาส หางานทำได้แค่ไหน ในกรณีเช่นนี้ เรามีปัญหาอยู่ 2 ประเด็น

ประเด็นแรก คือ การผลิตศิลปินที่สามารถขึ้นมาเพื่อทำงานศิลปะแบบประเพณี เป็นหน้าที่สำคัญอันหนึ่ง สำหรับงานบูรณะซ่อมสร้างโบราณวัตถุสถาน

ประเด็นที่สอง คือ ความต้องการในศิลปะปัจจุบัน บัดนี้เรามีสภาพความเป็นอยู่ แตกต่างจาก โบราณสมัยอย่างแท้จริง”

อาคารสถานที่ในการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยศิลปากรระยะเริ่มต้นนั้น ยังไม่มีความพร้อม มากนัก ต้องอาศัยสถานที่ของโรงเรียนศิลปากร ซึ่งเคยใช้อยู่แต่เดิม และใช้ครูอาจารย์จาก กรมศิลปากรทำหน้าที่สอน และบริหารการศึกษา และเพราะสาเหตุที่อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเวลาที่บ้านเมืองตกต่ำทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จึงทำให้ได้รับ งบประมาณน้อย และสาเหตุจากการที่ประเทศมีปัญหาด้าน เศรษฐกิจ การเงิน ทำให้เกิดผลกระทบต่อปัญหาดังกล่าว และมีข่าวลือว่าจะยุบมหาวิทยาลัย แต่คณาจารย์คณะ จิตรกรรมและประติมากรรม ดำเนินงานที่เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองในด้านศิลปะวัฒนธรรมมา โดยตลอด ทำให้มหาวิทยาลัยมีฐานะเป็นที่ยอมรับในที่สุด

ปี พ.ศ. 2491 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้นำศิลปะไทย ไปแสดง ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งในปีนี้เอง ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ขอเพื่อเดินทางกลับประเทศอิตาลีด้วย เนื่องจากประสบปัญหาด้านการเงิน เพราะรัฐบาลไทยไม่สามารถให้เงินเดือน ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อีกต่อไป

image

แต่แล้ว ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ก็ตัดสินใจเดินทางกลับมาทำงานเพื่อประเทศไทยอีกครั้ง ในต้นปี พ.ศ. 2492 โดยใช้ชีวิตเป็นครูสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาทางด้านศิลปะ อยู่ที่คณะจิตรกรรมและประติมากรรม จวบจนวาระสุดท้าาย

ปี พ.ศ. 2496 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้รับหน้าที่เป็นประธานกรรมสมาคมศิลปะแห่งชาติ ซึ่งขึ้นอยู่กับสมาคมศิลปะนานาชาติ (International Association of Art) ในปี พ.ศ. 2497 ได้เป็นผู้แทนศิลปินไทยไปร่วมประชุมศิลปินระหว่างชาติครั้งแรก ที่กรุงเวนิช ประเทศอิตาลี

ในปี พ.ศ. 2503 การประชุมใหญ่ครั้งที่ 3 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียท่านได้นำเอกสาร ผลงานศิลปะ และบทความศิลปะชื่อศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย (Contemporary Art in Thailand) ไปเผยแพร่ในการประชุมด้วย ทำให้นานาชาติรู้จักประเทศไทยดีขึ้น และนับเป็นคนแรกที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนศิลปะระหว่างศิลปินต่างประเทศขึ้น

ผลงานออกแบบ และประติมากรรมของท่านมีจำนวนมากมาย เช่น

image

– อนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ร. 1 ขนาด 3 เท่าของพระองค์ ที่เชิงสะพานพุทธฯ

– อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

– อนุสาวรีย์ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนลุมพินี

– อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่

– อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี

– พระพุทธรูปพระประธานในพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

– ประติมากรรมที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย และอนุเสาวรีย์อื่น ๆ เป็นต้น

และงานชิ้นสุดท้ายซึ่งยังไม่ทันเสร็จก็ถึงแก่กรรมเสียก่อน คือ งานปั้นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จเพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

image

และงานทางด้านวิชาารชิ้นสุดท้ายคือ การวินิจฉัยจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างนนทบุรี

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อปี พ.ศ. 2505 รวมสิริอายุได้ 70 ปี

แม้ว่าท่านจะจากไปนานแล้วก็ตาม แต่ผลงานและคำสอน ของท่านยังคง อยู่ในความทรงจำ ของชาวศิลปากร ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้งวางรากฐานมหาวิทยาลัยมาแต่แรกเริ่ม บรรดาลูกศิษย์ ทั้งรุ่นแรก ๆ และรุ่นหลังต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า

image

"อาจารย์ฝรั่ง" ผู้นี้ นอกจากเป็น อาจารย์ผู้ตั้งใจ และมุ่งมั่นในการประสิทธิ์ประสาทความรู้ทางด้านศิลปให้กับศิษย์ ทุกคนอย่างไม่มีปิดบัง หรือหวงวิชาใด ๆ แล้ว ยังเป็น "ครู" ผู้อุทิศกายใจ ดูแล เอาใจใส่ เพื่อชี้แนะ ทั้งวิถีการดำรงชีวิต และแนวทางศิลป์ที่ถูก ที่ควรให้กับศิษย์ทุกคนอีกด้วย

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี จึงนับเป็นปูชนียบุคคลคนหนึ่งของไทย ที่ได้สร้างคุณูปการ ในทางศิลปะ จนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง และคนไทยรุ่นหลังควรได้รู้จัก

มีคำบอกเล่าเกี่ยวกับแนวคิด การทำงาน และความทุ่มเทชีวิตต่อศิลปะ และราชการไทยของ อาจารย์ศิลป์ โดยลูกศิษย์หลายต่อหลายคน ไว้ในหนังสือ "อาจารย์ศิลป์กับลูกศิษย์"

image

ไว้อย่างน่าสนใจ อาทิเช่น คำบองเล่าของ เขียน ยิ้มศิริ ศิษย์รุ่นแรกของศาสตราจารย์ศิลป์

"…อาจารย์ศิลป์ เป็นคนตรงต่อเวลามาก และใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ต่อราชการไทยจริง ๆ แม้ถึงเวลารับประทานอาหารกลางวันท่านก็ไม่ออกไปข้างนอก ท่านเอาอาหารมาจากบ้าน รับประทานเสร็จ พักผ่อนเพียง 15 นาที แล้วก็ทำงานต่อไป ไม่มีหยุดพักดื่มน้ำชา อย่างชาวยุโรปทั่วไป ดื่มแต่น้ำเปล่าเมื่อเวลากระหายเท่านั้น อุปนิสัยเช่นนี้ ส่อให้เห็นว่า ท่านเป็นผู้มีความตั้งใจจริงต่อการทำงาน และมีความสำนึกในความรับผิดชอบอย่างสูง…”

image

"…เมืองไทยก่อนตกอยู่ในเงื้อมมือของภัยสงคราม ได้มีการจัดงานฉลอง รัฐธรรมนูญกันเป็นประจำ ศาสตราจารย์ศิลป์ได้แนะนำให้รัฐบาลจัดงานประกวดภาพเขียน ภาพปั้น ส่งเสริมหลักหกประการ และความสำคัญของการมีรัฐธรรมนูญแห่งชาติไทย นับว่าท่านมิได้ ทำงานเฉพาะที่ได้รับมองหมายเท่านั้น แต่ยังได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจ และความคิดที่จะส่งเสริม ให้เกิดการตื่นตัวในการศึกษา และนิยมงานศิลปในหมู่ศิลปิน และประชาชนทั่วไป อาจกล่าวได้ว่า ความคิดของท่านเป็นทางหนึ่งของการเผยแพร่งานศิลป สมัยปัจจุบันของศิลปินไทย ซึ่งทำให้เกิด มีงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติขึ้นเป็นประจำอยู่ทุกวันนี้…”

"…การปฏิบัติหน้าที่ราชการในแก่รัฐบาลไทยนั้น ศาสตราจารย์ศิลป์มิได้มุ่งหน้า แต่จะนำเอาหลักการ และความชำนิชำนาญในแบบอย่างของศิลปตะวันตกมาอบรมสั่งสอน และส่งเสริมให้เกิดความนิยมในหมู่คนไทยเท่านั้น แต่ท่านได้ศึกษาศิลปของไทยด้วย สิ่งที่ท่านได้ค้นพบจากการค้นคว้าของท่าน

image

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ วิวัฒนาการของงานศิลปชนเผ่าไทย ในยุคต่าง ๆ หรือเกี่ยวกับคุณค่า และลักษณะศิลป ในรูปแบบต่าง ๆ ของไทยก็ตาม ท่านได้พยายามที่จะถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่น และสนับสนุนให้คนไทยสนใจศึกษา และเห็นคุณค่าศิลปประจำชาติ พยายามรักษษไว้มิให้ สูญสลายไป

ท่านได้เขียนบทความเกี่ยวกับศิลป ของไทยไว้เหลายเรื่อง รวมทั้งบทความ ที่จะเป็นการชี้ให้เห็นถึงคุณค่าต่อจิตใจ และประโยชน์ของศิลปที่มีแก่สังคม อีกมาก อาจกล่าวได้โดยมิผิดพลาดว่า ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ทุ่มเททั้งกาย และวิญญาณเพื่อ เสริมสร้าง ฟื้นฟูความนิยมในศิลปให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวไทย อย่างยากที่จะหาใครเปรียบได้ ท่านเกิดมาเพื่อเมืองไทยโดยแท้ แม้มิได้มีสายเลือดเป็นคนไทย…”

หรือจากคำบอกเล่าของศิษย์รุ่นหลัง ๆ ที่ว่า

"….ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ท่านให้การอบรมแก่ศิษย์ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติโดยมิได้ เหน็ดเหนื่อย เป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็ง ท่านมาทำงานแต่เช้าก่อนเวลา 8.00 น. และกลับบ้าน หลังเวลา 18.00 น. ทุกวัน ตั้งใจถ่ายทอดวิชาอย่างจริงจัง ทำให้ศิษย์ทุกคนมีความขยัน หมั่นเพียร ใครเกียจคร้านท่านจะไม่พูดด้วย ท่านชอบที่อยู่ใกล้ศิษย์เสมอ ปกตินอกจากท่าน จะมิเคยลาป่วย หรือลาหยุดแล้ว ในทางตรงกันข้ามยังมาทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำ

ท่านทำงานไม่หยุด ทั้งงานประติมากรรม อนุสาวรีย์ของส่วนราชการ และงานสอนที่ท่านทุ่มเท ท่านเคารพต่อราชการ ไม่เคยใช้เวลาราชการและไม่เคยทำงานพิเศษเป็นส่วนตัวแสวงหา รายได้เพื่อเลี้ยงชีพเพิ่มพูนรายได้นอกจากเงินเดือนราชการ ความขยันหมั่นเพียร ของท่าน ควรค่าแก่การเคารพ ในเกียรติยศ ของท่าน…”

image

และเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้เป็น "บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย" พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จึงถูกจัดตั้งขึ้น โดยตัวตึกตั้งอยู่ด้านซ้ายของอาคาร ที่ทำการกรมศิลปากร ซึ่งในอดีตเป็นสถานที่สำหรับ ใช้ทำงานศิลปะ และสอนนักศึกษา

image

ปกติแล้ว วันที่ 15 กันยายน ในสมัยที่ศาสตราจารย์ศิลป์ ยังมีชีวิตอยู่ จะถือเป็นวันที่ศิษย์โรงเรียน ศิลปศึกษาทุกคนต่างรอคอย เพราะคือโอกาส การได้ร่วมงานวันเกิด ของผู้เป็นครูศิลป์ ที่บ้านพัก ของท่าน ซอยสายลม ถนนพหลโยธิน ศาสตราจารย์ศิลป์ จะอยู่ร่วมงาน เล่านิทาน ร้องเพลง และหยอกล้อกับศิษย์ดังปฏิบัติต่อลูกหลาน

จวบจนปัจจุบัน วิทยาลัยช่างศิลป สำนึกในบุญคุณของท่านผู้ริเริ่มวางรากฐาน และก่อตั้งวิทยาลัย ช่างศิลป จึงได้จัดกิจกรรมรำลึกศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ในวันเกิดของท่านคือ วันที่ 15 กันยายน มาตลอดทุกปี และตั้งเป็นวัน "ศิลป์ พีระศรี" เพียงแต่วันนี้ไร้ ร่างเจ้าของวันเกิด เหลือไว้ก็แต่คำสอน และสถานศึกษาศิลปะ ตลอดจนคุณความดีที่ไม่มีใครลืม “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”

ที่มา : http://www.basartstudio.com, ผู้จัดการออนไลน์ , http://biolawcom.de/article/117/

 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน News and politics คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s