Funeral 19.07.10

เช้าวันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม 2553 เราตื่นมาด้วยอารมณ์ขี้เกียจๆ ปวดตัวนิดๆ มีไข้หน่อยๆ เพราะเมื่อวานมีปฏิบัติการจัดสวนใหม่ (รื้อสวน-ถมทราย-ปูหิน) เล่นเอาซะอ่วม นึกไปนึกมา 1-2เดือนที่ผ่านมาไม่ได้ลาหยุดเลย เพราะงั้นหยุดมันซะเลยวันนี้ สายๆ ไอ้อ้วนก็โทรมาว่ายังพาพ่อกลับบ้านไม่ได้เพราะอาการทรุด ต้องให้อาหารทางสายยาง ให้รอดูอาการ 2-3 วันก่อนแล้วจะนัดไปรับอีกครั้ง + ให้หาคนไปเรียนวิธีให้อาหาร คุยกะไอ้อ้วนเลยระเบิดลงไปหลายลูก พอประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ ไอ้อ้วนก็โทรมาว่าร.พ.แจ้งว่าป๊าหยุดหายใจไปแล้ว ปั๊มหัวใจมาซักพักแล้ว จะให้ปั๊มต่อไหมหรือว่าจะให้หยุด พวกเราก็ลงมติว่า ให้หยุดดีกว่า จะยื้อเค้าไว้ทำไมในเมื่อหยุดหายใจไปกว่า 5 นาทีแล้ว สมองขาดออกซิเจนนานขนาดนั้น ฟื้นขึ้นมาก็มีชีวิตเหมือนผัก ทรมานทั้งคนป่วยและคนดูแล แต่ยังไม่ทันได้บอกร.พ. เค้าก็แจ้งกลับมาว่าช่วยไม่ได้แล้ว ประกาศเวลาตายที่ 20.15 น. สันนิฐานว่าสเลดติดคอตาย ฟังดูเป็นเหตุผลงี่เง่านะ แต่เพราะไม่มีใครเห็นตอนเค้าตายพยาบาลมาเจอก็หยุดหายใจไปแล้ว จึงได้ปั๊มหัวใจและโทรแจ้งญาติ
 
อารมณ์แรกที่รู้สึกคือ มันจริงเหรอ เป็นไปได้เหรอ ในเมื่อเราทุกครั้งที่เจอกันเค้าก็ดูปกติดี พูดคุยได้ ยกแขน ยกขาได้ ถึงแม้จะมีร่องรอย บาดแผลก่อนที่จะมาโรงพยาบาลบ้าง แต่ทุกอย่างก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ เค้าไม่มีปัญหาเรื่องกินข้าว กินยา (ถ้ามีคนป้อนนะ) ไม่มีอะไรที่จะส่งสัญญาณได้เลยว่า เค้าไม่อยากอยู่ หรือว่าอาการแย่จนอยู่ไม่ไหว หมอบอกว่าคนไข้ขาดกำลังใจ ไม่รู้ซิเวลาคุยกันเค้าก็ยังพูดว่าจะไปนั่นไปนี่ แต่ก็มีบางอารมณ์ที่ บ่นๆ เหมือนน้อยใจ ไม่มีใครดู ส่วนตัวเราเชื่อมาตลอดว่าป๊าแข็งแรงมากพอ ขนาดที่ถ้าให้เวลาอีกซักพักก็คงกลับมาเดินได้ด้วยซ้ำ แต่ตั้งแต่ครั้งที่พี่เราไปเห็นสภาพก่อนจะรับมาอยู่ร.พ. พี่ก็ว่าคงอยู่ได้ไม่นานเพราะร่างกายทรุดโทรมเหลือเกิน หมอทั้ง 2 ที่ก็พูดว่าน่าจะป่วยมานานแล้วหลายเดือนแล้ว แต่ไม่ได้รับการรักษา
ผ่านอารมณ์งง ก็เริ่มวุ่นเตรียมงานสำหรับพรุ่งนี้ โทรแจ้งเพื่อนและที่ทำงาน โชคดีที่มีคนคอยช่วยเหลือและให้คำปรึกษาเยอะ ตอนนี้ยังคงเป็นปกติอยู่ ออกจะโล่งใจนิดๆ ด้วยซ้ำ เพราะถ้าเค้าไม่ตาย แม่เราก็คงตายก่อนแน่ๆ พี่เราแซวแม่ว่าเนี้ย ด้วยแรงอธิฐานของจริง 555
 
อัง. 20.07.2010
วันนี้เราลาไปจัดการเรื่องรับศพออกจากโรงพยาบาล นัดกับอ้วนไว้ 9 โมง เพราะอ้วนต้องเป็นคนไปเคลียร์ค่าใช้จ่าย ไปสายนิดหน่อยเพราะนั่งรถผิดสายไปอ้อม แต่ก็ไม่มีอะไรยุ่งมาก ไปถึงก็คุยเรื่องค่าโลง+ค่าใช้จ่ายในการนำศพออก ที่นี่ดีตรงที่ทุกอย่างรวมเบ็ดเสร็จกับค่าโลงและไม่แพงด้วย เท่าที่คุยกะเพื่อนๆ คือส่วนใหญ่จะแยกค่าโลง ค่ารถขน ค่าน้ำยา ค่าเดินเอกสาร เราตั้งใจจะจัดกันง่ายๆ ให้เร็วที่สุด เพราะใกล้วันเข้าพรรษาแล้ว เดี๋ยวจะเผาไม่ได้ และรู้ว่าถึงจะจัดให้ประหยัดแค่ไหน ก็ต้องเกินหมื่นอยู่ดี
โลงก็มีหลายราคาแบบถูกสุด คือ 4000 บาท
เทพพนม 1 ชั้น 5000 บาท
เทพพนม 2 ชั้น 6000 บาท
เทพพนม 3 ชั้น 6500 บาท
เทพพนม 3 ชั้น พันผ้าแถบสีทอง 7000
 
แรกตั้งใจจะเอาโลงแบบถูกที่สุด 4000 บาท แต่เห็นแล้ว มันโลงปอเต็กตึ๊งเลยนี่หว่า ไงก็จัดให้ดีหน่อยแล้วกัน เพื่อพ่อ เพื่อหน้าตาของเราและพี่ด้วย เพราะที่บ.เป็นเจ้าภาพ คนละ 1 วัน เราเลยว่าเอาเป็นโลงเทพพนมแบบ 2 ชั้นก็พอมั้ง เพราะเดี๋ยวก็เอาไปเผาแล้ว สวยอยู่ 3 วันเอง แต่พี่ก็ดึงดันจะเอาแบบ 7000 เถียงกันซักพัก เจ้าหน้าที่เลยบอกว่า เอาแบบ 7000 ไปเค้าคิดให้ 6500 ตกลงไหม (คงรำคาญอะ จะได้ไปจัดการศพอื่นซะที) เราก็เลย อืมๆ แต่ที่ต้องรีบ ง่าย และประหยัด ไม่ใช่งก หรือไม่ให้เกียรติพ่อตัวเอง แต่ตั้งใจจะไม่บอกใคร เพราะงั้นก็ไม่หวังเรื่องซองช่วยเหลือ ดังนั้นอะไรที่พอจะประหยัดได้จนไม่น่าเกลียด ก็ต้องทำไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องเฉือนเนื้อกันจนเกินไป เพราะแต่ละคนก็แบกหนี้กันหัวโต ถ้าต้องควักกันคนละหมื่นก็คงมีหน้ามืดกันบ้าง ไม่ก็ไม่พ้นแม่จ่ายอีกแน่ๆ พอตกลงเรื่องโลงเรียบร้อย ก็ไปเคลียร์เรื่องค่าใช้จจ่ายของร.พ. ซื้อเสื้อผ้าใหม่ พวงมาลัยให้ป๊า ตอนไปซื้อพวงมาลัยรดน้ำศพ ลูกจ้างร้านดอกไม้ถามว่าใช้บ่อยไหม กรูก็งงไปเลย ขำดี หลังจากนั้นก็รอเอาศพออก ก่อนหน้าพ่อเรามีศพยายคนหนึ่งออกมาก่อน พอทำพิธีพวกญาติๆ เค้าร้องไห้ เราก็อารมณ์ขึ้นมาเลย บิ้วกันน่าดู พอยายไป พ่อเราออกมาก็ยังมีอารมณ์พิจารณาศพนะ ว่าเป็นอย่างไร เราว่าเค้าคงเอาพวกน้ำยายัดไว้ที่ท้องแล้วคงค่อยๆ ให้มันซึมออกมา เพราะทั้ง 2 ศพ ท้องป่องออกมาเลย พ่อเรามีเหงื่อเป็นเม็ดๆ พราวอยู่ทั่วตัว… ไม่ใช่หรอก จริงๆ คือเอาศพไปแช่เย็นไว้ พอออกมาก็เลยเป็นหยดน้ำเกาะ ที่รู้เพราะไปจับตัวมา ผิวหนังไม่ได้แข็งเหมือนน้ำแข็ง แต่เหมือนของเหลวในร่างกายจะแข็งไปหมด เหมือนเนื้อแช่ในช่องเย็นธรรมดา พอเริ่มพิธีน้ำตาก็ร่วงพลั๊กๆๆ ตลอดทางจากร.พ.มาวัด หลังจากตั้งศพเสร็จก็แวะไปหาหลวงตาจันทน์ (แต่จริงๆ ยังไม่แก่นะ น่าจะเป็นหลวงพี่มากกว่า) ซึ่งเป็นคนดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงคนเดียว คุยแล้วก็งงๆ แต่ที่นี่ก็สะดวกดี มีทุกอย่างให้พร้อม มีหลาย option ให้เลือก เรียกว่าจัดกันเป็นอาชีพ เอาแต่เงินมาอย่างเดียวทุกอย่างวัดมีให้พร้อม เริ่มตั้งแต่ค่าดอกไม้ ดอกไม้หน้าโลงมี 3 ราคา ดอกไม้ของวัด 500/ ดอกไม้แห้ง 2500/ ดอกไม้สด 5000 แรกเราสั่งดอกไม้ของวัดไปเพราะคิดว่าเป็นดอกไม้พลาสติก แต่ผิดคาด มันเป็นดอกไม้จากโฟม เอามาพ่นสี เห็นแล้วช็อคเปลี่ยนแทบไม่ทัน สรุปเราใช้ดอกไม้แห้ง ซึ่งก็คือดอกไม้ผ้านั่นเอง สังฆทาน+ผ้าสบง เราจะจัดมาเองก็ได้ แต่ถ้าใช้ของวัดก็เป็นของเวียนชุดละ 150 ให้พระ 4 รูปทุกคืน ซองต่างหาก ค่าศาลาเมื่อก่อนเก็บคืนละ 600 แต่ตอนนี้ให้บริจาคเอา แม่ครัวที่วัดมีก็ไปคุยกันเองแล้วแต่ค่าอาหาร+ค่าแรง 300 ค่าล้างจานวันละ 100 หลักๆ ก็เท่านี้ที่เหลือหลวงพ่อว่าค่อยมาคุยตอนจบงาน เราสวดทั้งหมด 5 คืนแรกว่าจะเอา 3 แต่ติดว่าเป็นวันศุกร์เผาไม่ได้เลยต้องสวด 5 เผาวันเสาร์ไป ก็ดีสะดวกดี ของส่วนใหญ่เราใช้ของวัดเพราะสะดวก+ประหยัดกว่า ไม่อยากไปวุ่นวายอะไรมาก ช่วงบ่ายว่างก็กลับบ้านเตรียมท้อฟฟี่ เตรียมของ อาบน้ำเตรียมงานช่วงเย็น
สวดวันแรกมีแขกมาไม่เยอะ ส่วนใหญ่เป็นพวกเพื่อนสนิทของแต่ละคน วันนี้เราเลี้ยงซาลาเปา ขนมจีบ เพราะคิดว่าง่าย ประหยัด ไม่ต้องเก็บล้างด้วย แล้วแต่แรกก็ไม่รู้ว่าที่นี่มีแม่ครัวไหม เพราะบางที่ต้องไปหามาเอง แต่ก็วุ่นวายอยู่พอสมควร คืนแรกก็ทุลักทุเลไปพอสมควร
พ. 21.07.2010
คืนนี้เฮียเซ็งพี่เล้งเป็นเจ้าภาพให้ เมื่อวานตอนเฮียบอกเราก็อึ้งๆ ด้วยว่าเค้ามาแล้วคืนแรก ใส่ซองมาแล้ว จะให้มาเป็นเจ้าภาพอีกก็เกรงใจมากๆ แต่เหมือนเฮียก็ตั้งใจจะทำบุญก็เลยอืม ได้คะแต่คืนนี้เฮียขอกระเพาะปลา+เป็ปซี่ เราเลยเรียกแม่ครัวที่วัดทำให้ เพราะคงไม่สามารถดิ้นรนไปซื้อมาเก็บล้างถ้วยชามได้หรอก อร่อยรึเปล่าก็ไม่รู้ละ เสี่ยงดู สรุปว่า OK นะใช้ได้เลยไม่แพงด้วย วันนี้ก็สมูธดี จบงานเฮียมาถามเรื่องค่าใช้จ่ายบอกไม่ถูกอะ เพราะมันไม่มีตัวเลขแน่นอน ก็เลยว่าแล้วแต่เฮียจะร่วมทำบุญแล้วกัน  
พฤ. 22.07.2010
เช้านี้เราออกไปซื้อของชำร่วยกับแม่ ตอนแรกจะเอายาหม่องน้ำขวดเล็กที่วัดมหาธาตุ แต่ต้องไปทำสติกเกอร์ ห่อผ้า เลยลองไปดูที่สำเพ็งก่อน เผื่อมีของสำเร็จที่ถูกใจ ก็ได้มาเป็นยาหม่องสีหวานๆ มาแทน กะว่าซัก 100 อันก็คงพอ วันเผาคนคงไม่เยอะ กว่าจะซื้อของเสร็จกลับมาบ้านก็บ่าย วันนี้ mitsui เป็นเจ้าภาพ ฝนตกหนักมา Ogawa+Masami มา 18.30 บ่นหิวข้าว วันนี้เราให้เค้าทำข้าวต้มกุ้ง ก็เลยเอาข้าวต้มไปให้กินก่อน 19.30 น. Taniuchi ก็มา เพราะรถติด+เข้าซอยผิด วันนี้พ่อแม่เจี๊ยบขึ้นมาทั้งคู่เลย โหใจสุดๆ อะ
ศ. 23.07.2010
วันนี้กฟน.เป็นเจ้าภาพ เราให้เกี๊ยกซื้อของชำร่วยมาเพิ่ม เพราะเกี๊ยกจะแจกที่ทำงานทั้งหมด เลยคิดว่าคงไม่พอ แล้วให้รีบมาซื้อสังฆทาน เพราะวันเผาเราจะซื้อใหม่หมด 10 ถัง บ่ายเลยนั่งทำของชำร่วยกับห่อเหรียญที่จะโปรยทาน คุยกับพระพี่เลี้ยงที่เรื่องพิธีกรรมกับค่าใช้จ่ายพรุ่งนี้ วันนี้เพื่อน KMITT มากันเยอะ เลยเหมือนเลี้ยงรุ่นกลายๆ
ส. 24.07.2010
วันนี้วันเผา ข้าวของเตรียมไว้หมดแล้ว พิธีเริ่มตอนสายๆ พระนัด 9 โมง แต่พระลง 10 โมง ก็ฟังพระถวายสังฆทาน ช่วงกรวดน้ำก็เขื่อนแตก ก็บอกไม่ถูกว่าเป็นอารมณ์ไหน อาจจะใจหาย เสียใจ เศร้าใจ คงเป็นอะไรซักอย่างในใจเรา ถวายเพลเสร็จก็รอกิจกรรมภาคบ่าย คือเทศน์ 1 กรรณและเผาจริง ตอน 4 โมง เราก็ทำพิธีกันไปแบบ งง อะนะ ก็แหม บ้านไม่เคยมีคนตายนี่หว่า ตอนเปิดโลงล้างหน้าศพ เราก็แหมหายใจไม่ออก แต่ก็ไม่ร้อง (ทั้งที่คิดว่าจะร้อง อุตสาห์บอกเพื่อนไว้ก่อนเลย เพราะช่วงนี้เป็นซีนอารมณ์ของทุกคน สงสัยแขกเยอะเกินไปเลยร้องไม่ออกวะ555) แล้วก็เผา
อา 25.07.2010
วันนี้เช้ามาเก็บกระดูกก็มีพิธีอะไรอีกนิดหน่อย เรามาถึงเค้าก็เรียงกระดูกเป็นรูปคนแบบย่อให้แล้ว ว่านี่คือส่วนหัว แขน ขา ลำตัว แล้วก็บังสุกุลให้ไปเกิดใหม่ เราก็ร้องๆ ตลอด
มาถึงเรื่องจะลอยหรือจะเก็บ ทะเลาะกันมา 2-3 วันแล้ว พอบอกว่าถ้าเก็บให้มันจ่ายค่าบล๊อกเอง ไปดูแลทำความสะอาด ทำบุญประจำปีเอง มันเลยบอกลอยก็ได้วะ หลวงตาก็บอกว่าธรรมเนียมการลอยอังคารเป็นของพราหมณ์ และ อังคารคือส่วนขี้เถ้า ไม่ใช่กระดูก เอากระดูกไปลอยก็รังแต่จะให้คนเรือเค้าไปเหยียบไปย้ำ เปล่าๆ ถ้าไม่อยากเสียเงินเยอะก็เก็บไว้ที่เจดีย์รวมก็ได้ ไม่เสียเงิน แม่เราก็ไม่ยอมบอกว่าเดี๋ยวมีผีอันธพาล/ผีเจ้าถิ่น มารังแกพ่อ เพราะพ่อไม่สู้ใครอยู่แล้ว เออ จินตนาการล้ำลึกจริงๆ แม่กู แต่พวกเราก็ตัดสินใจไปลอยอัฐิที่วัดไร่ขิง ค่าเรือครั้งละ 499 ก็มีคนเรือคอยบอกให้พูดตาม ขับเรือห่างวัดไปไม่ไกล แล้วก็ไม่ได้เหมือนในหนังที่ค่อยๆ โปรยด้วย แต่ให้วางลงไปทั้งห่อเลย เค้าว่าเดี๋ยวห่อจะค่อยๆ คลายตัวไปตามแม่น้ำเอง เพราะถ้าค่อยๆ โปรยลมจะพัดเข้าหน้าเราแทน เราก็ร้องๆ ๆ ๆ จนเสร็จพิธี กลับบ้านแม่ก็ถามว่า ร้องไห้ทำไม เอ๊ะ!! งงอะ พ่อตายร้องไห้มันแปลกตรงไหนวะ
ก็เป็นอันจบสิ้นกระบวนความ พิธีกรรมทั้งหลาย ก็เหลือทำสังฆทาน 49 วัน กับทำบุญ100 วัน ซึ่งเราจะจัดทำบุญบ้านพร้อมกันไปเลย อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ก็ทีเดียวเลยให้จบ หลังจากเคลียร์ค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ก็ยังมีเงินเหลือพอทำบุญได้อีกประมาณหนึ่ง ก็กะว่าเสร็จจาก 100 วัน ก็จะเอาที่เหลือบริจาคให้มูลนิธิต่างๆ กระจายกันออกไป
 
สุดท้ายก็อยากขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ทั้งหลาย ที่คอยช่วยเหลือ ดูแล เป็นห่วง ทุกอย่างคะ
 
อันเพื่อนดี มีหนึ่ง ถึงจะน้อย 
ดีกว่าร้อย เพื่อนคิด ริษยา
เหมือนเกลือดี มีเพียงหน่อย ด้อยราคา
ดีกว่ามี น้ำเค็ม เต็มทะเล
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s