ภูเมี่ยง 12.08.10

ทริปนี้เป็นทริปปัจจุบันทันด่วน เนื่องจาก โปรแกรมเหลายามีอันต้องล้มเพราะติดทำบุญ 100 วัน เราเลยต้องเข้ามาpost ขายที่เผื่อไว้ก่อน ก็พลันไปสะดุดกับกระทู้ชวนเที่ยวภูเมี่ยง ภูเขาชื่อแปลกๆ ก็น่าสนใจดีนะ งบไม่เยอะ เราก็ไม่ได้เดินป่านานแล้วด้วย ซะทีก็ดีนะ ลองหาข้อมูลดูก่อน อืม ข้อมูลมีไม่เยอะมาก ดูท่าจะยังสดอยู่เลยลองขอรายละเอียดเจ้าของทริปดู เท่านั้นเองเจ้าของทริปจิกกรูฉิบ ก็ยังลังเลเพราะมีเราเป็น ญ คนเดียว ห้องน้ำก็ไม่มี เข้าป่าจริงๆอะ เราก็พยายามชวนเพื่อนๆ ดูแต่ก็เป็นคนที่เพื่อนๆ รัก ไม่มีใครไปเลย แต่ก็ตัดสินใจไป เพราะรู้ว่าเพื่อนๆ คงไม่ค่อยได้ไปแนวนี้แล้ว เจ้าของทริปก็โทรอัพเดตความเคลื่อนไหวเราวันละ 3 เวลา (กลัวกรูหนีรึไงวะ) แล้ววันเดินทางก็มาถึง

12.08.2010 นัดกันตอน 20.30 แต่ 19.40 ดันโทรมาถามว่าจะถึงรึยัง กรูเพิ่งจะออกจากซอยบ้านเอง บ้าเปล่าเนี้ย รถทัวร์ก็ออกตั้ง 4 ทุ่มจะรีบไปไหนวะ เราไปถึงตรงเวลาพอดี 20.30 น. อิอิอิ เจอเจ้าของทริปชื่อรอง เป็นคนนครพนม หน้าตาไม่เหมือนจาพนม แต่ดันไปเหมือนเนวิน ชิดชอบแทน 555 เพียงแต่ตาไม่โปนและตัวไม่ดำเท่านั้นเอง เป็นชายร่างเล็กพูดจาเหมือนโฆษก เสียงหล่อตลอดเวลา น้องกิ๊ฟท์ครับน้องกิ๊ฟท์ วันนี้เป็นไงบ้างครับ บลา บลา บลา อีกคนเป็นญาติเค้าชื่อพูน สูงใหญ่กว่าหน่อย แต่ขาวเหมือนกัน เค้าว่ารีบมาจะไปซื้อของที่ อตก. เราก็คิดในใจซื้ออะไรวะ ไปรถทัวร์ สมบัติก็เยอะแยะ ยังมีหน้าจะซื้อของอีกเหรอ แล้วทำไมต้องหอบจากกทม.ไปด้วยวะ แต่อตก.ปิดแล้ว โชคดีของเรา ก็เลยไปกินข้าวกันที่หมอชิต รอเวลารถออก เนื่องจากเป็นคืนวันแม่ รถเลยออกตรงเวลามากๆ เราไปรถทัวร์กัน 3 คน ที่เหลือไปเจอที่อุตรดิตถ์ ฉันก็พยาย๊าม พยายามขอที่นั่งเดี่ยว กรูจะนอนเข้าใจไหม แต่ก็นะมองในแง่ดีคงเป็นสุภาพบุรุษ มานั่งประกบกรู เบาะรถก็แคบยกขาก็ไม่ได้ ยังจะมาชวนคุยอีก กรูก็ง่วงๆ จนต้องบอกนอนเหอะ พรุ่งนี้ต้องเดินเยอะ

 

13.08.2010 ถึงบขส.อุตรดิตถ์ ตี 4 ที่ขายตั๋วเปิด 6 โมงเช้า ทำไงอะตั๋วกลับก็ยังไม่มี สุดท้ายก็ฝากเจ้าหน้าที่ซื้อตั๋วแล้วค่อยมารับวันกลับ แล้วก็ไปรถคิวรถเข้าอ.น้ำปาด ตอนนี้ตี 5 รถออก 6 โมงเช้า กรรม มันกะเวลากันยังไงวะ ส่วนหัวหน้าทริปก็กลัวอดจะให้ซื้อแต่ผักหญ้าไปอยู่ได้บ้าเปล่าเนี้ย จะทำอะไรกิน ใช้เท่าไหร่ยังไม่รู้เลย เราเลยว่าไว้ไปซื้อที่น้ำปาดแล้วกัน พอรถมาเค้าว่าแป๊ปเดียวก็ถึง เรานั่งจนหลับอะ 1.30 นาที ถึงน้ำปาด 7.40 เจอนท.แล้วแต่ต้องรอสมาชิกอีก 2 คน ระหว่างนี้ก็กินข้าวจ่ายตลาดกันไป พอครบก็ยกพลไปอุทยาน พอคุณพูนรื้อกระเป๋าออกมาเท่านั้นแหละ ปวดกบาลจี๊ด ขนมากระทั่งมีดถางป่า แกจะบ้าเหรอมากะเจ้าหน้าที่เค้าต้องพกอยู่แล้วแกจะพกมาทำไม แล้วถึงได้รู้ว่าอยากจัดทริปนี่เป็นทริปแรก กูว่าแล้ว ทำงานไม่เป็นระบบเลย เก็บเงินทีละ 100-200 ซื้อน้ำตาลที 1 โล ซื้อผักกาดทีเดียว 3 หัวขึ้น มีหน้าจะเอาน้ำปลาขวดใหญ่ แกจะเอาไปทำไก่ต้มน้ำปลาหรือไงฟระ แถมพกเหล้าขวดแก้วมา 2 ขวด ยังมีหน้าจะให้ลูกหาบๆ น้ำ 5 ลิตรไป 2 แกลลอน กรูบอกไม่ต้องซื้อๆ ก็เสือกจะซื้อ ปรี๊ดๆ เปรี้ยวด้วยนะจะแบกเป้ขึ้นเอง เฉพาะเป้ส่วนตัวของ 2 ท่านก็ตกคนละประมาณ 7 โลได้ เดี๋ยวก็ตายระหว่างทางหรอก เราจ้างลูกหาบไว้ 3 คน สรุปว่าไงรู้ไหม ของกองกลางเยอะมากลูกหาบแบกไปไม่ไหว ของส่วนตัวต้องแบกกันเอง ฉิบเลยกรู เชี่ยเอ้ยแค่ตัวเปล่ายังลากสังขารไปไม่ค่อยจะถึงเลยมีหน้าให้กูแบกเป้ไปอีก (เป้เราประมาณ 4 โลได้) เซ็งอะ แต่ทำไงได้อะ รับสภาพกันไป เอาเหอะ 9 กก. เดินเรื่อยๆ คงถึงแหละ เย็นหน่อยก็ช่างแม่ง

ออกเดินทางตอน 10 โมงนิดๆ ภูเมี่ยงแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 8 เนินกับ 4 ผาเริ่มอุ่นเครื่องด้วยทางราบประมาณ 2 กม. ลัดเลาะข้ามธารน้ำตกไปตลอดทาง ช่วงแรกเดินกันเร็วมาก ด้วยไม่มีใครมีกล้อง SLR ไปกันเลยไม่เสียเวลามาโครดอกไม้กันเยอะ ถ่ายกันนิดหน่อยพอให้จดจำได้ก็ OK แล้วทางก็เริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ หญ้าสูงขึ้นเต็ม 2 ข้างทางบาดตัวจนคันไปหมดต้องหยิบปลอกแขนมาสวม วันนี้อากาศไม่ร้อนบางช่วงออกจะชื้นสดชื่นเสียด้วยซ้ำ แต่เดินนานแล้วก็เริ่มเหนื่อย เรากินข้าวเช้า 7.40เป็นข้าวมันไก่จานเล็กๆ เที่ยงแล้วเราก็เริ่มหมดแรง ลุงดอนหิวข้าว….ลุงดอนหิวข้าว…..หิว หิว หิว กูเริ่มโวยวาย เหนื่อยอะ เดินมา 3 ชม.ไม่ได้หยุดเลยนะ จนลุงพามาพักที่ริมน้ำตกอะไรซักอย่าง (อย่าถามผ่านเยอะมากจำไม่ได้) ข้าวยังมาไม่ถึง เครียด หิวๆ ๆ ลุงเลยเอาข้าวเหนียวกะน้ำพริกปลาร้าของลุงมาให้กินก่อน ก็กินได้นะ กลิ่นไม่แรงแต่เค็มตามสไตล์ปลาร้า พี่ผ่อง (จนท.) ก็สละไก่ทอดกับปลาทอดให้เรากิน กว่าอาหารเราจะมาเราก็อิ่มแล้ว ท่านรู้ไหมหัวหน้าทริปเตรียมอะไรเป็นอาหารมื้อแรกให้เรากิน ข้าวเหนียว ปลาหมึกทอด และกุนเชียงทอด ดีนะที่อิ่มแล้ว ติดคอตายพอดี ทั้งเค็มและน้ำมันทั้งนั้น ดันทอดมาซะ 3 ถุงด้วยนะ บ้าเปล่าเนี้ย พักเล่นน้ำให้หายเหนื่อยซักพักเราก็เดินทางกันต่อ แต่อีตอนลุกเนี้ยซิ ก้าวแรกก็ปวดปรี๊ด ๆ ๆ ตอนนี้เรากำลังไต่เนินที่ 5 อยู่เป็นทางชันราว 50 องศาแต่ละช่วงยาวประมาณ 100 เมตร ไม่มีจุดพักเท้าที่เป็นทางราบปวดขาอะ เดินไม่ไหวแล้วนะ ทำไมกรูต้องมาทำไรงี้ด้วยวะ เหนื่อยอะ เป้ก็หนัก แง้ๆ ๆ ๆ อยากกลับบ้าน พอออกแรงมากๆ ก็ปวดท้องอะ สงสัยจะเป็นน้ำพริกลุงเนี้ยแหละ อร่อยนะแต่ว่าท้องมันไม่รับอะ ลุงปวดท้องอะ ปวดท้อง ๆ ๆ ๆ ลุงก็ต้องหยุดให้เราเข้าป่าไปปู่ปู้ ออกมาซักพักก็เดินต่อ เส้นทางยังคงไม่ปราณีเรา เนื่องจากพอขึ้นเนิน5แล้วแปลว่าพวกเรากำลังไต่สันเขาอยู่ ทางก็จะชันขึ้นเรื่อยๆ และเดินแบบไม่มีจุดจบ ซักพัก…ลุงปวดท้องอะ (อะไรอีกวะ ลุงแกก็คงเซ็งกรูอะ) แต่มันเป็นช่วงทางขึ้นอะ ก็ไปห้องน้ำไม่ได้อะ ตอนนี้ขาไม่ค่อยมีแรงเกร็งได้ไม่นาน ถ้าไม่ได้ทางราบจะเสี่ยงเกินไป เพราะถ้าหันหน้าเดี๋ยวหัวทิ่ม แต่ถ้าหันหลังเดี๋ยวจะหงายท้องตามแรงโน้มถ่วงเอา หาที่ทางก็ลำบาก รอบ 2 นี้มีแต่ต้นไม่เล็กๆ โล่งๆ ทั้งนั้นเลย ไปไกลก็ไม่ได้เดี๋ยวหลง เราวิ่งขึ้นไปซะไกล ทิ้งกระเป๋าไว้เป็นสัญลักษณ์ว่าเราอยู่แถวนี้นะ แล้วรีบไปหาที่พักพิง สาธุ ขอโทษนะคะ ท้องเสียจริงๆ ด้วย ดีนะว่าแค่ 2 ครั้งจบ

แต่ถึงจะไม่ท้องเสียกรูก็งอแงอยู่ดี ปวดหลัง ปวดขา โน่นนี่ เดินไป 3 ก้าวกรูก็หยุด จนกลายเป็นคนท้ายแถว พี่ผ่องเลยต้องมาช่วยแบกกระเป๋าให้ก็เกรงใจเค้านะ เพราะของเค้าเองก็ 20 กว่าโลแล้ว แต่ก็ให้เค้าไป ไม่ไหวแล้วอะ ทีพวกผู้ชายยังให้ลุงขนของให้เลย แล้วฉันจะทำเก่งทำไม แต่ถึงเค้าจะแบกเป้ให้ก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะ ยังเดิน 3 ก้าวหยุดเหมือนเดิม 4 โมงแล้ว เราใกล้จะหลุดเนิน 8 แล้ว ถึงจะเหนื่อยมากๆ แต่พอได้เจอหมองเย็นก็ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้บ้าง อากาศมันบริสุทธิ์จริงๆ หายใจได้เต็มปอดไม่แสบจมูกเลย ถึงจะบ่ายขนาดนี้ แต่ก็ยังมีไอหมอกมาปะทะตัวเราเป็นระยะๆ พอหลุดเนิน 8 มาได้ ก็จะเจอกันอีก 4 ผา ซึ่งระยะทางไม่ไกลมาก แต่ว่าหวาดเสียวกว่า มีการไต่ริมผาหลายช่วง ขาก็ล้ายกแทบไม่ขึ้น ยังต้องมากระดึบๆ ริมผาอีก แต่ที่สุดเราก็ขึ้นถึงยอด ถึงแม้จะมองไม่เห็นอะไรเลย -*- เพราะเห็นแต่เมฆบังวิวยอดเขาทั้งหลาย แต่ก็ดีใจที่สุด เพราะแปลว่าวันนี้กำลังจะได้พักแล้ว พรุ่งนี้เป็นทางลง คงไม่เหนื่อยขนาดนี้แล้ว เรามาถึงยอดภูประมาณ 17.30 น. วู้ ๆ ๆ ๆ ๆ ดีใจโคตรๆ ช่วงเนิน 5 ถึงยอดภู ไม่มีรูปเลยเพราะไม่มีใครมีแรงจะควักกล้องออกมาถ่ายรูปซักคน แต่มาถึงก็ยังทำไรไม่ได้เพราะเต้นท์กะอาหารยังไม่มา เราก็รอกันไป น้ำท่าก็ต้องประหยัดเพราะไม่มีน้ำตกแถวนี้ อากาศสดชื่น ไม่หนาว แต่เย็นสบาย ไม่มีฝน มีแต่เมฆพัดผ่านตัวเราเป็นระยะๆ สบายจัง (แต่ก็แอบคิดว่าไม่ค่อยคุ้มกับความเนื่อยเลยนะ อาจเพราะมาคนเดียวด้วยมั้ง รูปก็ไม่ค่อยถ่าย ไม่รู้จะถ่ายใคร+ไม่มีคนถ่ายให้)

 

14.08.2010 วันนี้เราเดินลัดเลาะไปตามแนวน้ำตก ช่วงไต่สันเขาก็ยังอากาศดี เดินเรื่อยๆ อยู่ แต่พอเริ่มมุดเข้าป่าเท่านั้นรองเท้าเส้นที่รัดข้อเท้าก็ขาดแต่ยังใช้ได้อยู่ ทางเดินเป็นดินแดงแฉะๆ ตลอดเส้นทางทำให้ลื่นได้ง่าย ป่าชื้น เย็นสบาย เหมือนฝนเพิ่งตกใหม่ๆ การเดินทางวันนี้มีทุกรูปแบบ ไต่ผา ตะกายผา โรยตัว ห้อยโหน เส้นทางทั้งขึ้นและลงชันเกิน 50 องศา จังหวะที่ก้าวเหยียบไปบนดินแดงแฉะๆ นั้น พื้นดินก็ร่วงลงไปส่งผลให้ตัวเรากลิ้งไปดุ๊กๆ ไปพร้อมเป้หลังอ้วนๆ ซะ 3 รอบครึ่ง ก่อนที่เอ้จะรับตัวไว้ได้ เราคว้าต้นไม่ทุกต้นที่ไถลผ่าน แต่มันก็ติดมือมาหมดเลย โชคดีที่แบกเป้เลยไม่บาดเจ็บเลย แต่กลายเป็นเรื่องหวาดเสียวของคนในทริป เพราะถ้าจับไม่ได้ก็ไม่รู้จะกลิ้งลงไปอีกกี่เมตร หลังจากนั้นต้องมั่นใจก่อนก้าวและก่อนจับต้นไม้ทุกต้น หินทุกก้อนเพราะบางก้อนดูใหญ่ แต่หักคามือก็มี ตรงกันข้ามหญ้าบางต้นต้นเล็กๆ แต่รากแน่นมากๆ เดินทางวันนี้ไม่เหนื่อย อากาศเย็นเพราะเดินในป่าชื้น ลัดเลาะ ข้ามน้ำตกตลอดเวลา แต่ลำบากกว่าด้วยลักษณะเส้นทาง ที่ต้องเป็นพื้นที่แฉะ บางจุดก็เป็นดงกล้วยที่ล้มลงยิ่งทำให้ลื่นมากขึ้นบวกกันทางที่มีลักษณะลาดชัน เล็ก แคบตลอดเส้นทาง แต่วันนี้เดินเร็ว มาถึงจุดกางเต้นประมาณ 4 โมง ก็กางเต้นท์ อาบน้ำ จัดการอาหารการกิน วันนี้ดาวสวยแต่เราอยู่ในดงไม้ทำให้เห็นฟ้าไม่ถนัดนัก แต่เห็นหิ่งห้อยบินวนไปมา 2-3 ตัว กินข้าวเสร็จก็จับกลุ่มคุยกัน ข้ามกลุ่มบ้างจน 4 ทุ่มก็แยกย้ายกันไปนอน คืนนี้นอนไม่ค่อยหลับ ปวดตัวไปหมด อากาศก็อ้าวๆ ไม่เย็นสบายเหมือนเมื่อคืน ซ้ำยังมีแมลงมากวนใจอีกต่างหาก

 

15.08.2010 ตื่นเช้ามาหอมถามว่าเมื่อคืนรู้สึกอะไรไหม เพราะเค้าได้ยินเสียงคนเดินรอบเต้น ซักพักคุณรองก็มาบอกเราว่า เมื่อคืนเค้าโดนกระตุ๊กขาด้วย อืม ไม่รู้เรื่องอะ แค่นอนไม่หลับเฉยๆ จัดการเรื่องอาหารเช้าเรียบร้อยก็ออกเดินทางกลับไปเป็นคนเมืองกันอีกครั้ง วันนี้เส้นทางเบาๆ เดินเรื่อยๆ แต่ไกลฉิบหาย กว่าจะหลุดจากป่ามาได้ก็เกือบ 3 ชม. ออกจากป่ามาก็เจอทุ่งนาของชาวบ้าน เราก็เดินตามคันนาไปเรื่อยๆ จนตัวดำกว่าจะถึงถนนที่รถมารอรับไปอาบน้ำกินข้าวที่อุทยาน ถึงอุทยานเที่ยงครึ่งได้ก็เคลียร์ค่าใช้จ่ายแล้วก็แยกย้ายกันกลับ เรา 4 คนก็มารอรถเข้าเมืองไปบขส. 16.30 น. แล้วรถเพิ่งมาแน่นจนขึ้นแทบไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงรอคันสุดท้าย กลับจะยิ่งแน่นกว่านี้ ก็พยายามเบียดขึ้นไปยืน แค่ 1.30 ชม.เอง ถึงบขส.ประมาณ 6 โมงครึ่งก็ไปกินข้าวที่ตลาดกันแล้วก็นั่งรถชมเมืองก่อนจะมาส่งหมอแมกซ์ขึ้นรถรอบ 20.40 น. แล้วเราก็ไปนั่งรอเวลาที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเพื่อขึ้นรถรอบ 22.00 น.ต่อไป ขึ้นรถได้ไม่ทันไรก็สลบกันไปหมด ตอนนี้ขาเริ่มบวมแล้ว เพราะนั่งรถทัวร์ห้อยขามาตลอดทาง อาการแพ้แมลงก็เริ่มเยอะขึ้น เหมือนตอนไปน้ำว้าเลย เศร้าจริง ถึงกทม.ตอนตี 4 จะไปทำไรดี เลยไปเดินดูรถเมล์มีวิ่งแล้วนี่หน่า เลยขึ้น 77 มาที่ทำงานซะเลย มาถึงก็ 5.30 น.ได้ แต่ไม่มีบัตรเข้าเลยใช้โป๊ะโก๊ะเช็ดตัว แปรงฟัน ทายา เปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้องน้ำจนมีคนมาจึงที่ทำงาน

ทริปนี้ทำให้มั่นใจว่าขณะนี้ จะคนไทยหรือต่างชาติ ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะค่ารถจะแพงเป็นพิเศษเลย เซ็งจริงๆ

 

สรุปค่าใช้จ่าย ค่ารถ กทม-อุตรดิตถ์-กทม 700 บขส-น้ำปาด-อุทยาน-บขส 280 จนท.390 ลูกหาบ 450 อาหารในป่า 230 รวม 2050 บาท 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Travel คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s