การโฟกัสและชัดลึก ชัดตื้น (Focusing and Depth of Field)

Credit : http://www.pixview.net/knowhow/316–focusing-and-depth-of-field.html

focus

จุดที่สร้างความแตกต่างระหว่างภาพถ่ายที่โดดเด่นกับภาพถ่ายธรรมดาทั่วไปที่ชัดเจน ซึ่งคุณสามารถมองเห็นทันทีคือตำแหน่งของจุดโฟกัส ที่คมชัด แม่นยำ และแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายที่เขาต้องการถ่ายทอดได้อย่างโดดเด่นที่สุดไม่ สะเปะสะปะ สิ่งนี้จะเป็นจุดที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชมภาพให้เพ่งมองไปยังตำแหน่งโฟกัส นั้นๆ นับเป็นประเด็นสำคัญที่คนรักการถ่ายภาพจะต้องฝึกฝนให้ชำนาญ

หากคุณเป็นผู้ใช้กล้องดิจิตอลคอมแพคก็จะพบว่าการควบคุมพื้นที่โฟกัสในภาพให้ได้อย่างใจนั้น ทำได้ไม่ยืดหยุ่นเท่ากับผู้ใช้กล้อง DSLR แต่ถึงกระนั้นด้วยขนาดเซ็นเซอร์ที่เล็กทำให้ภาพที่ได้ส่วนใหญ่ชัดทั้งภาพ การควบคุมชัดลึกชัดตื้น (DOF: Depth of Field)ไม่ค่อยเห็นผลเท่ากับกล้อง DSLR ซึ่งมีเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่กว่า ที่สำคัญตอนนี้เทคโนโลยีประมวลผลภาพก้าวหน้าไปไกล แทบทุกแบรนด์มีฟังก์ชั่นโฟกัสตรวจจับใบหน้า ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานมือใหม่โฟกัสใบหน้าของคนในเฟรมโดยอัตโนมัติ ช่วยให้ไม่พลาดโฟกัสเหมือนเมื่อก่อน

การทำงานของระบบโฟกัสในกล้อง

กล้อง ดิจิตอลแทบทั้งหมดมีชุดระบบโฟกัสอัตโนมัติ (AF) อยู่บนเซ็นเซอร์ ใช้สำหรับค้นหาจุดที่เลนส์โฟกัส นอกจากนี้ค่าการถ่ายภาพจะถูกวัดที่จุดนี้ด้วยเช่นกัน ได้แก่ความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสงจะถูกตั้งค่าอัตโนมัติในโหมด P และโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ

http://www.photoreview.com.au/tips/shooting/AF-pattern350.jpgภาพนี้แสดงแพคเทิร์นของเซ็นเซอร์ AF สังเกตุว่าจุดตรงกลางเป็นแบบ cross-type ในขณะที่จุดอื่นเป็นเส้น มีทั้งแบบแนวตั้งและแบบแนวนอน


กรอบ สีเหลี่ยมที่มาร์คไว้แสดงตำแหน่งโดยประมาณของเซ็นเซอร์ที่แสดงในวิวไฟ น์เดอร์ ตัวเซ็นเซอร์ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ถูกแสดงในจุดสีแดง (ซึ่งมักใช้เป็นสีเพื่อบอกว่าเซ็นเซอร์โฟกัสกำลังทำงานเมื่อคุณกดชัตเตอร์ ครึ่งหนึ่ง)


กล้องดิจิตอลทั้งหมดใช้ระบบ 1 ใน 2 ข้อนี้ บางรุ่นก็ใช้ทั้งคู่:

1. ระบบแบบ Active ยิงลำแสงอินฟาเรดไปที่เป้าหมายและใช้เวลาในการสะท้อนกลับของลำแสงมายัง เซ็นเซอร์เป็นตัวเลขคำนวณระยะทางจากเป้าหมายมายังเซ็นเซอร์ นิยมใช้ในระบบถ่ายภาพอย่างง่ายทั่วไป เช่นในกล้องดิจิตอลระดับเริ่มต้นและกล้องถ่ายภาพบนโทรศัพท์มือถือ ระบบโฟกัสแบบ Active แทบทั้งหมดไม่สามารถวัดระยะโฟกัสลอดบานหน้าต่างหรือตะแกรง ตาข่าย เพราะแสงอินฟาเรดถูกสะท้อนเมื่อกระทบกระจกหรือเส้นลวด นอกจากนี้ยังมักจะโฟกัสพลาดเพื่ออยู่ใกล้เป้าหมายที่ต้องการถ่ายมากๆ เพราะเวลาที่สะท้อนกลับมายังเซ็นเซอร์เร็วเกินไปทำให้ไม่สามารถคำนวณระยะทาง ได้

2. ระบบแบบ Passive จะใช้ลำแสงที่สะท้อนวัตถุตามธรรมชาติซึ่งตกบนเซ็นเซอร์ และปรับเลนส์ให้ได้คอนทราสมากที่สุดภายในพื้นที่เซ็นเซอร์ ถูกใช้งาน 2 รูปแบบได้แก่ phase difference และ contrast-detect ระบบแบบ Phasedetection จะแยกแสงที่กำลังเข้ามาเป็นชิ้นของรูปภาพย่อยๆ และเปรียบเทียบภาพนั้นๆ ผ่านเซ็นเซอร์ ทำการปรับโฟกัสของเลนส์จนกระทั่งรูปย่อยเหล่านั้นทับกันสนิท ส่วนระบบ Contrast-detect เป็นระบบที่วัดความหนาแน่นที่แตกต่างกันระหว่างพิกเซลใกล้เคียงในรูปที่เกิดจากเลนส์และระบบจะปรับเลนส์จนกระทั่งเซ็นเซอร์ได้รับค่าความต่างที่ดีที่สุด

กล้อง DSLR ที่มาพร้อมโหมดถ่ายภาพ Live View ไม่ทุกรุ่นที่สามารถใช้ระบบโฟกัสอัตโนมัติในโหมดถ่ายภาพ Live View ได้ สำหรับรุ่นที่โฟกัสอัตโนมัติได้มักใช้ระบบ AF แบบ contrast-detect ซึ่งสังเกตุได้ว่าการทำงานของระบบโฟกัสในโหมดนี้จะช้ากว่าระบบ AF แบบ phase-difference ในโหมดถ่ายภาพปกติ เมื่อกดปุ่มชัตเตอร์ลง กว่ากระจกจะเปิด ปิดช่องมองภาพออก เข้าสู่กระบวนการโฟกัสและปิดม่านชัตเตอร์ให้แสงกระทบเซ็นเซอร์

http://www.photoreview.com.au/tips/shooting/Sensor-position350.jpg
ภาพไดอะแกรมซ้ายมือนี้แสดงให้เห็นวิธีการทำงานของระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ contrast-detect ซึ่งสี่เหลี่ยมสีดำเป็นตัวแทนของวัตถุที่ต้องการโฟกัสและเซ็นเซอร์ AF แทนด้วยกล่องสีเหลี่ยมสีแดง เซ็นเซอร์ A จับได้คอนทราสเดียวเท่านั้นเพราะความห่างของขอบเขตคอนทราส ส่วนเซ็นเซอร์ B จะเห็นสีขาวทั้งหมด เซ็นเซอร์ C จะเห็นสีดำทั้งหมด และเซ็นเซอร์ D จะเห็นสีเทาทั้งหมด (เพราะสัดส่วนของขาวและดำเท่ากัน)

ระบบ passive ทั้งสองแบบอาจจะหาระยะโฟกัสไม่สำเร็จเมื่อเป้าหมายที่ต้องการจับโฟกัสโดยรวม มีคอนทราสต่ำ และ/หรือเซ็นเซอร์ AF ไม่สามารถตรวจหาขอบของเป้าหมายได้ ตัวอย่างเช่นเป้าหมายขนาดใหญ่ที่มีสีเดียว พื้นผิวอย่างฝาผนังสีขาวหรือท้องฟ้าไม่มีเมฆเป็นต้น เมื่อเจอสถานการณ์ดังกล่าว กล้องจะโฟกัสไม่ได้ เลนส์จะหมุนวืดวาดตรวจหาโฟกัส

http://www.photoreview.com.au/tips/shooting/CRW_3151-misty350.jpg

ตัวอย่าง ภาพนี้แสดงให้เห็นสถานการณ์ที่ภาพโดยรวมคอนทราสต่ำ คำว่าคอนทราสต่ำหมายถึงความแตกต่างของสีที่ตัดกันในพิกเซลใกล้เคียงแตกต่าง กันน้อย ภาพนี้ระบบโฟกัสวืดวาดเป็นเรื่องปกติ วิธีการถ่ายภาพนี้ให้ง่าย เราควรปรับจุดโฟกัสให้เล็งไปที่เรือแล้วกดชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง เรือและฉากหลังเป็นจุดที่คอนทราสตัดกันและยังสามารถใช้เรือเป็นจุดสนใจได้ อีกด้วย ระบบจะโฟกัสได้ง่ายยิ่งขึ้น


Quick Tip: ถ้าอยากรู้ว่าระบบ AF ในกล้องของคุณเป็นแบบไหน ให้หันเลนส์ไปเล็งที่ท้องฟ้าสีฟ้าล้วน (ไม่มีเมฆหรือวัตถุอื่นใดในพื้นที่วิวไฟน์เดอร์) กดชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง ถ้ากล้องโฟกัสได้แสดงว่ากล้องใช้ระบบโฟกัสแบบ active หรือแบบไฮบริดซึ่งมีทั้ง active/passive ในชุดเดียวกัน ถ้ากล้องไม่สามารถโฟกัสได้ แสดงว่ากล้องใช้ระบบโฟกัสแบบ passive

แม้ว่า กล้องดิจิตอลคอมแพคและกล้องโทรศัพท์มือถือบางรุ่นจะมีระบบโฟกัสแบบแมนนวลให้ ใช้ ส่วนใหญ่จะมีรูปแบบของโซนโฟกัสซึ่งจัดเซ็ตของเลนส์ให้โฟกัสที่ระยะแบบเฉพาะ เจาะจง โดยปกติแล้วจะมี 2 โซน ได้แก่โฟกัสแบบ macro (สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้) และ infinity (สำหรับถ่ายภาพวิว)

กล้อง ดิจิตอลกึ่งโปรและกล้อง DSLR ทุกรุ่นมาพร้อมระบบโฟกัสแบบแมนนวลซึ่งเราต้องกดเลือกเปิดหรือปิดระบบโฟกัส อัตโนมัติ สามารถเลือกจากเมนูการใช้งาน บางรุ่นก็มีสวิตซ์ให้เลือกโหมด MF/ AF ภายนอกตัวเครื่องได้ เมื่อเลื่อนสวิตซ์ไปที่ MF เราจะสามารถใช้วงแหวนโฟกัสบนเลนส์ปรับหมุนหาโฟกัสด้วยตัวเองได้


Quick Tip: เมื่อไหร่ที่คุณใช้โฟกัสแบบแมนนวล อย่าลืมเปิดดูภาพเพื่อตรวจสอบโฟกัสเสมอ แม้ว่ามองผ่านวิวไฟน์เดอร์จะรู้สึกว่าโฟกัสตรงจุดที่ต้องการแล้ว แต่จะอย่างไรวิวไฟน์เดอร์ก็มีขนาดเล็ก หลังจากถ่ายรูปก็ให้เปิดภาพมาและซูมดูจุดโฟกัสเพื่อกันเหนียวจะดีกว่า แน่นอนว่ากล้องดิจิตอลคอมแพคก็สามารถตรวจดูภาพได้เช่นกัน

โหมด AF และแพทเทิร์น

ระบบโฟกัส อัตโนมัติ AF ในกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ๆ ทุกวันนี้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ใช้งานง่าย กล้องดิจิตอลแทบทุกรุ่นมาพร้อมระบบ AF ดังต่อไปนี้:
• single AF;
• continuous AF;
• predictive or tracking AF;
• multi-area focusing and spot AF.

โหมดโฟกัสอัตโนมัติ Single-area AF แปลตามตัวก็หมายถึงโหมดโฟกัสซึ่งตรวจวัดโฟกัสครั้งเดียว เป็นโหมด AF ที่นิยมใช้มากที่สุดในแทบทุกสถานการณ์ เมื่อเรากดปุ่มชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้กล้องวัดโฟกัส สังเกตุว่าเมื่อคุณกดชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งเพื่อโฟกัสภาพ เลนส์จะหมุนหาโฟกัสในจุดที่คุณเลือกไว้ โดยปกติแล้วกล้องจะมีตัวชี้ว่าโฟกัสได้หรือไม่ได้ บางรุ่นจะมีเสียงปิ๊บเตือน ประกอบกับแสดงจุดสีแดงหรือเขียวในจุดที่โฟกัสได้ ถ้าเป็นกล้อง DSLR จะกระพริบบอกในช่องมองภาพ ถ้าเป็นกล้องดิจิตอลคอมแพคจะแสดงจุดโฟกัสบนจอ LCD

ส่วนโหมดโฟกัส continuous AF หรือโหมดโฟกัสแบบต่อเนื่อง กล้องจะทำการค้นหาโฟกัสอย่างต่อเนื่องในจุดที่เราได้เลือกรูปแบบโฟกัสไว้ เมื่อเป้าหมายเคลื่อนห่างจากระยะเดิมกล้องจะปรับโฟกัสตาม โหมดโฟกัส C-AF เหมาะสำหรับถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหว แต่จะแม่นยำเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ไม่เร็วมากนัก การใช้โหมดโฟกัส C-AF จะสิ้นเปลืองแบตเตอรี่มากกว่า S-AF


http://www.photoreview.com.au/tips/shooting/AF-diagram-PAF-1350.jpg

ภาพไดอะแกรมแสดงรูปแบบของระบบ AF ทั่วไปและแบบ tracking AF systems.

Predictive AF สามารถแทร็คเป้าหมายที่เคลื่อนที่ห่างออกไปจากกล้อง ในขณะที่ระบบ tracking AF ทำได้ดีกว่าเมื่อเป้าหมายเคลื่อนที่ตลอดในพื้นที่ที่มองเห็น

ระบบโฟกัส ทั้งสองแบบจะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อเป้าหมายที่เคลื่อนที่นั้นเคลื่อนด้วยความ เร็วคงที่ ดีกว่าเป้าหมายที่มีการเปลี่ยนระดับความเร็วในการเคลื่อนที่และเปลี่ยนทิศ ทางในการเคลื่อนไหว สัญญาณที่บ่งบอกว่าระบบโฟกัสกำลังทำงานจะอยู่ในรูปแสงกระพริบหรือเสียงบี๊บ ในกล้องดิจิตอลกึ่งโปรหลายรุ่นที่ใช้ระบบโฟกัส predictive และ tracking AF สามารถเลือกจุดโฟกัสที่เราต้องการได้ โดยจัดเรียงจุดเป็นแผงให้เราเลือก ซึ่งแล้วแต่ระดับของกล้องด้วย อาทิ โฟกัส 3 จุด โฟกัส 9 จุด ในรุ่นใหญ่ๆ มีให้เลือกจุดโฟกัสถึง 51 จุดก็มี

Spot AF เป็นรูปแบบของระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบเฉพาะจุด จะแสดงเป็นจุดเล็กๆ ที่จุดกึ่งกลางของจอแสดงผลหรือวิวโฟน์เดอร์ ส่วนใหญ่จะใช้เมื่อต้องการเลือกจุดโฟกัสด้วยตนเอง แต่คุณจะต้องเข้าใจวิธีการ เราจะใช้การกดชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งเพื่อโฟกัส และกดค้างไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อล็อกจุดโฟกัสนั้นไว้ก่อนที่จะทำการขยับกล้อง เพื่อจัดองค์ประกอบภาพ

Face Detection
อ่าน ว่าเฟซดีเท็คชั่น เป็นเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าคนซึ่งขณะนี้ก็กลายเป็นมาตรฐานที่มีอยู่ในกล้อง ดิจิตอลคอมแพคและกล้อง DSLR ระดับเริ่มต้น เมื่อคุณเปิดใช้งานฟังก์ชั่น FD ระบบโฟกัสอัตโนมัติรวมถึงระบบถ่ายภาพอัตโนมัติจะทำงานควบคู่กัน หน่วยประมวลผลภาพจะวิเคราะห์ Scene ที่เหมาะสม โดยเน้นจุดสนใจไปที่ใบหน้าที่ตรวจจับ หมายถึงวัดแสงที่ใบหน้า โฟกัสที่ใบหน้า กล้องคอมแพครุ่นใหม่ๆ บางรุ่นมาพร้อมระบบตรวจจับยิ้มหรือกระพริบตา ซึ่งจะสั่งให้กล้องถ่ายภาพนั้นเมื่อยิ้มเป็นต้น หน่วยประมวลผลจะทำงานโดยมองหาตำแหน่งพื้นที่สีผิวและรูปทรงใบหน้าที่คล้าย กับคนโดยมีดวงตา จมูกและปากเป็นจุดอ้างอิงทำให้กล้องรู้ว่านั่นคือใบหน้าคน งานนี้ไม่เกี่ยวกับใบหน้าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะใช้ FD ถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงหรือภาพวิวทิวทัศน์

ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวไป ไกล ในฝั่งของการถ่ายภาพมีการนำเทคนิคอิมเมจโพรเซสซิ่งมาใช้ ก่อนหน้านี้ยังไม่ฉลาดมากนัก การตรวจจับใบหน้ายังทำได้ไม่แม่นยำ แต่ปัจจุบันมีการปรับปรุงและพัฒนาจนได้ชุดคำสั่งที่ฉลาดขึ้นช่วยให้การถ่าย ภาพง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กล้องสามารถตรวจจับใบหน้าได้มากยิ่งขึ้น มีผลต่อการเลือกโหมดถ่ายภาพมาใช้ใน Scene นั้นๆ


http://www.photoreview.com.au/tips/shooting/Face-detection350.jpg
เทคโนโลยี FD ในกล้องจะช่วยในการตรวจวัดใบหน้าในเฟรม และช่วยในการตัดสินใจเลือกจุดโฟกัส กล้องจะโฟกัสไปที่ใบหน้าบริเวณกล่องสี่เหลี่ยมที่เห็นในเฟรม แพทเทิร์นในการตรวจจับใบหน้าคือรูปโครงใบหน้า สองตา ปาก ถ้าไม่ใช่แพทเทิร์นนี้กล้องอาจไม่ตรวจจับได้ เช่นหันข้างเป็นต้น

โดย ปกติแล้วระบบตรวจจับใบหน้าจะยืนยันการตรวจจับใบหน้าด้วยกล่องสีเหลี่ยมซึ่ง คร็อปที่ใบหน้าที่ระบบตรวจจับได้ กล่องสี่เหลี่ยมจะแสดงบนจอ LCD ของกล้องนั่นเอง บางระบบจะใช้สีในการบ่งบอกว่าใบหน้าใดที่ถูกโฟกัสและเป็นเป้าหมายหลัก นอกจากจะเล็งโฟกัสไปที่ใบหน้าที่ตรวจจับได้แล้วระบบยังวิเคราะห์ระดับแสงบน ใบหน้าที่ตรวจจับได้และจะตั้งค่าการถ่ายภาพเบื้องต้นโดยให้ความสำคัญกับแสง ที่วัดได้บนใบหน้ามากกว่าทั้งเฟรม

นอก จากนี้ระบบ FD รุ่นใหม่ๆ ยังถูกออกแบบให้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการใช้แฟลซอ้างอิงจากแสงสภาพแวด ล้อมและแสงที่บริเวณใบหน้าที่ตรวจจับได้ จากนั้นก็หาค่าการถ่ายภาพที่จะสมดุลกันระหว่างแสงแฟลซและแสงจากสภาพแวดล้อม เพื่อให้ได้ภาพที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นขณะใช้แฟลซ ระบบ FD ส่วนใหญ่ทำงานแบบต่อเนื่อง กล่องสีเหลี่ยมที่ตรวจจับใบหน้า 1 หรือ มากกว่านั้นจะเคลื่อนที่ตามใบหน้าเมื่อบุคคลในเฟรมขยับตัว และจะปรับโฟกัสรวมถึงค่าถ่ายภาพที่เหมาะสำหรับเมื่อเราทำการกดชัตเตอร์ลง ครึ่งหนึ่ง

กล้องที่ มีระบบ FD จะช่วยให้กล้องวิเคราะห์และรู้ว่าเป้าหมายที่เราต้องการถ่ายคือคน ไม่ใส่สิ่งของ วิว ซึ่งจะง่ายต่อการวิเคราะห์ค่าการถ่ายภาพของระบบ ในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิตอลอิมเมจสามารถปรับค่าต่างๆ ภายในกล้องและนั้นคือความสำคัญของหน่วยประมวลผลภาพรุ่นใหม่ๆ นอกจากความเร็วในการทำงานและความแม่นยำในการวิเคราะห์ค่าต่างๆ เมื่อกล้องสามารถรู้ได้ว่าเป้าหมายที่ต้องการถ่ายภาพคือคน หากอยู่ในโหมดอัตโนมัติ กล้องจะปรับค่าสกินโทน สีผิว ให้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคล ก่อนหน้านี้บ่อยครั้งที่ผู้ถ่ายภาพมือใหม่ถ่ายภาพออกมาแล้วโฟกัสไปตกที่ฉาก หลัง ภาพที่ได้บุคคลที่อยู่ในภาพเบรอแต่ฉากหลังชัด เพราะระบบโฟกัสเป็นแบบเฉพาะจุด ซึ่งตำแหน่งจุดโฟกัสอยู่ตรงกลางเฟรม เมื่อคนในภาพขยับออกด้านข้าง โฟกัสก็จะตกตรงกลางที่ฉากหลังนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อถ่ายภาพเด็กๆ ซึ่งไม่ค่อยอยู่นิ่ง ระบบ FD จะช่วยได้มากในการแทร็คหาใบหน้าของเด็กๆ โดยที่เราไม่ต้องพะวงเรื่องของจุดโฟกัส

อย่าง ไรก็ตาม ระบบ FD แทบทั้งหมดจะไม่สามารถตรวจจับใบหน้าที่อยู่ใกล้หรือไกลกล้องมากเกินไป หรือเมื่อกล้องเห็นแค่ตาเดียว ใส่แว่นตาว่ายน้ำ หรือสวมอะไรก็ตามแต่ที่ทำให้ใบหน้าไม่อยู่ในรูปแพทเทิร์นที่กล้องจะตรวจจับ ได้

กระบวนการเลือก Scene อัตโนมัติ และ Postcapture Processing

กล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ที่มาพร้อมระบบ Scene recognition ซึ่งหมายถึงระบบวิเคราะห์สถานการณ์ในการถ่ายภาพและเลือกโหมดถ่ายภาพ อัตโนมัติที่เหมาะสมต่อสถานการณ์นั้นๆ นั่นเอง ปัจจุบันเป็นฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นฐานในกล้องดิจิตอลคอมแพครุ่นใหม่และรวม ไปถึงกล้อง DSLR รุ่นใหม่ด้วย ระบบนี้จะทำงานโดยการวิเคราะสี ความสว่าง และข้อมูลของระยะห่างจากเป้าหมายมายังกล้อง จากนั้นกล้องจะนำข้อมูลที่วัดได้เหล่านี้มาเปรียบเทียบแพทเทิร์นที่มีอยู่ใน ฐานข้อมูล ว่าสีลักษณะนี้ ความสว่างแบบนี้ ระยะห่างของเป้าหมายลักษณะนี้ ควรจะเป็น Scene อะไร

กระบวนการ จะเริ่มจากการวิเคราะเฟรมภาพในขณะนั้น แล้วนำข้อมูลมาเลือกโหมดถ่ายภาพ Scene ในระบบ ส่วนใหญ่ได้แก่ landscape, portrait, backlit portrait, twilight, night portrait และ close-up หลังจากกล้องวิเคราะห์และตัดสินใจได้เลือก Scene ซึ่งอาจจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็แล้วแต่ กล้องจะทำการเลือกปรับรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ตาม Scene นั้นๆ รวมไปถึงการโฟกัสและวัดแสง ช่วง ISO ที่ใช้งาน โดยจะมีแพทเทิร์นของ Scene นั้นเป็นตัวอ้างอิง สมมติว่ากล้องตรวจพบสีเขียว สีฟ้า ระยะห่างของโฟกัสไกลจากกล้องมาก กล้องก็อาจเลือก Scene landscape และทำการปรับสีเขียว สีฟ้า ให้อิ่มขึ้น ตั้งระบบความคมชัดของภาพให้สูงขึ้น และเลือกรูรับแสงเป็นชัดลึกเป็นต้น

คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินโฆษณาเกี่ยวกับเทคโนโลยี Smile Shutter และ Blink Detection เป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดจากระบบตรวจจับใบหน้า ซึ่งกล้องจะตรวจจับใบหน้าก่อน จากนั้นถ้าคุณเปิดใช้ฟังก์ชั่น Smile Shutter หรือ Blink Detection กล้องจะแสกนใบหน้าในเฟรมนั้นๆ ถ้าพบว่ามุมปากเข้าข่ายยิ้ม กล้องก็จะลั่นชัตเตอร์โดยอัตโนมัติ ส่วน Blink Detection จะเป็นการตรวจวัดการกระพริบตา หากหลับตากล้องก็จะสั่งถ่ายภาพซ้ำอัตโนมัติ


http://www.photoreview.com.au/tips/shooting/Smile-Shutter350.jpg
ฟังก์ชั่น Smile Shutter เป็นตัวทริกเกอร์ให้กล้องลั่นชั่นเตอร์เมื่อตรวจจับยิ้มได้ ซึ่งอาจจะแม่นยำหรือไม่แม่นยำขึ้นกับว่าเข้าข่ายแพทเทิร์นของกล้องหรือไม่


ฟังก์ชั่นตรวจจับรอยยิ้มเป็นแค่อีกทางเลือกในการถ่ายภาพ ยังมีตัวแปรอีกมากที่อาจทำให้ระบบนี้ทำงานหรือไม่ทำงาน ถ้ารอยยิ้มไม่กว้างพอหรือแค่อมยิ้ม กล้องก็อาจไม่ทำงานก็ได้ ส่วนระบบตรวจจับการหลับตานั้นก็เป็นฟังก์ชั่นที่ช่วยการันตีได้ว่าเราจะได้ ภาพที่บุคคลนั้นไม่หลับตา เพราะกล้องจะถ่ายภาพซ้ำเมื่อพบว่าเป้าหมายหลับตา อย่างไรก็ตาม คุณสามารถเปิดหรือปิดฟังก์ชั่นนี้ได้เสมอ

ก่อนหน้านี้มีระบบที่เรียกว่า red-eye detection ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์ขณะใช้แฟลซ เมื่อตรวจพบว่ามีสีแดงที่สองตา กล้องจะแก้ไขและแทนที่จุดแดงด้วยสีดำหรือน้ำเงินเข้ม ซึ่งก็เป็นระบบวิเคราะห์ภาพในกล้องอีกลักษณะหนึ่ง

ชัดลึกชัดตื้น หรือ Depth of Field

การ ควบคุมระยะชัดลึกชัดตื้นให้ได้อย่างใจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในถ่ายภาพเชิงสร้าง สรรค์ เมื่อคุณเข้าใจเรื่อง DOF คุณจะสามารถควบคุมให้เป้าหมายของคุณเด่นชัดด้วยการเบรอฉากหลัง หรืออาจถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ให้คมชัดไปทั้งภาพก็ได้ ตัวแปรสำคัญในการถ่ายภาพ แนวนี้ได้แก่ "รูรับแสง" ซึ่งเป็นคุณสมบัติของเลนส์ ตัวเลข f นัมเบอร์จะเป็นตัวบอกว่าเราเปิดรูรับแสงกว้าง หรือ แคบ ซึ่งจะมีผลโดยตรงกับระยะลึกของโฟกัสเมื่อมองลึกเข้าไปในภาพ


http://www.photoreview.com.au/tips/shooting/DSC_0439-DOF350.jpg
ตัวอย่างภาพถ่ายแนวชัดตื้น โฟกัสไปที่จมูกของแมวแล้วควบคุมระยะโฟกัสให้เบรอออกไปตั้งแต่ดวงตา ภาพจาก Nikon D700, เลนส์ 60mm , 1/40 วินาที ที่ f/6.3


ระยะ ชัดลึกชัดตื้นหรือ DOF ควบคุมได้ด้วยตัวแปร 3 ตัวด้วยกัน ได้แก่ ขนาดของเซ็นเซอร์, ระยะห่างระหว่างกล้องและเป้าหมายซึ่งเป็นจุดสนใจของคุณ และสุดท้ายคือคุณสมบัติของเลนส์ซึ่งเราจะพูดถึงรูรับแสงของเลนส์นั้นๆ เซ็นเซอร์ขนาดเลนส์จะควบคุม DOF ค่อนข้างยาก ส่วนใหญ่จะให้ผลของภาพชัดลึก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมกล้องดิจิตอลคอมแพคจึงควบคุม DOF ยากกว่ากล้อง DSLR


http://www.photoreview.com.au/tips/shooting/Shallow-DOF350.jpg
การ ถ่ายภาพชัดตื้น หน้าชัดหลังเบรอ หรือบางครั้งอาจจะหน้าเบรอตรงกลางชัดหลังเบรอ เพื่อสร้างกรอบรูปให้กับภาพ ก็ล้วนเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ภาพถ่าย ตัวอย่างภาพนี้จาก Nikon D3, เลนส์ 400mm, 1/50 วินาที ที่ f/5

ภาพถ่ายมุมกว้างจะได้ระยะชัดลึกมากกว่าภาพจากเลนส์เทเล (เลนส์ซูม) เพราะภาพมุมกว้างจะให้พื้นที่รอบๆ เป้าหมายที่กว้างกว่า ท่านผู้อ่านที่ใช้งานกล้องคอมแพคโปรซูมเมอร์ หรือกล้อง DSLR ซึ่งมีโหมด P, A, S, M คุณสามารถใช้โหมด A สำหรับถ่ายภาพที่เน้นการควบคุม DOF เพื่อสร้างภาพแนวชัดลึกชัดตื้น โดยการควบคุมรูรับแสงหรือ F นัมเบอร์ ให้จำง่ายๆ ว่ารูรับแสงกว้าง (ตัวเลขน้อยเช่น f2, f4) จะได้ภาพชัดตื้น ในทางกลับกันเมื่อถ่ายภาพด้วยรูรับแสงแคบ (ตัวเลขเยอะ เช่น f8, f16) จะเป็นการถ่ายภาพชัดลึก ระยะโฟกัสจะลึกเข้าไปในภาพ ซึ่งจะนิยมใช้ถ่ายภาพวิว หรือภาพที่ต้องการได้รายละเอียดของเป้าหมายครบถ้วนเช่นงานถ่ายภาพสินค้าเป็น ต้น ทั้งนี้ ภาพชัดตื้นจะทำได้ง่ายกับเลนส์เทเล (เลนส์ซูมตั้งแต่ 70mm เป็นต้นไป)

การ ถ่ายภาพชัดตื้นยังนิยมใช้ถ่ายภาพพอร์ตเทรต หรือถ่ายภาพบุคคล โดยเฉพาะเมื่อฉากหลังรก เราสามารถเบรอฉากหลังที่รกนั้นและเน้นโฟกัสไปที่เป้าหมาย จะช่วยให้เป้าหมายดูเด่นชัดขึ้นมา ทำให้ภาพดูมีมิติมากยิ่งขึ้น ในกล้องบางรุ่นมีปุ่มพรีวิว DOF ติดกล้องมาด้วย ให้เราสามารถกดเพื่อพรีวิวดูว่าภาพที่ได้ในค่ารูรับแสงขณะนั้นจะให้มิติ ภาพอย่างไร


http://www.photoreview.com.au/tips/shooting/DOF-preview350.jpg
ปุ่มที่ลูกศรชี้คือปุ่มสำหรับพรีวิวชัดลึกชัดตื้นหรือ DOF นั่นเอง

DOF จะเห็นได้ชัดเจน ขนาดของภาพที่เรานำมาอัดขยายก็มีผล ยิ่งภาพมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ รายละเอียดของภาพก็จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สมมติว่าคุณถ่ายภาพชัดตื้นที่รูรับแสงกว้างมาก เช่น f1.8 คุณดูภาพบนจอ LCD หน้าชัดหลังเบรออาจจะดูสวย เมื่ออัดขยายขนาด 4×6 นิ้ว ก็ยังดูสวย แต่เมื่อขยายภาพขนาดโปสเตอร์ สิ่งที่คุณได้เห็นอาจทำให้คุณสับสน เพราะเมื่อขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นคุณอาจเห็นภาพชัดแค่ปลายจมูก และตั้งแต่ตาเป็นต้นไปเบรอหมด ซึ่งตอนภาพมีขนาดเล็กคุณจะเห็นไม่ชัด แต่เมื่อขยายใหญ่ขึ้น รายละเอียดของภาพจะถูกขยายขึ้นด้วย ดังนั้นหากคุณต้องการถ่ายภาพหมู่หรือภาพครอบครัวเพื่ออัดขยายขนาดใหญ่ บางครั้งจำเป็นต้องถ่ายภาพชัดลึก รูรับแสงแคบ เช่น f8, f10 เป็นต้น

แต่ถ้าต้องการถ่ายภาพชัดตื้นจริงๆ การใช้เลนส์ซูมไกล จะช่วยให้คุณถ่ายภาพชัดตื้นได้ง่ายกว่าเลนส์มุมกว้าง รวมถึงการใช้กล้อง DSLR ก็ทำได้ง่ายกว่ากล้องดิจิตอลคอมแพค อย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพชัดตื้นก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของการถ่ายภาพ ยังมีเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพ การเลนส์กับมุมมอง ช่วงเลนส์ และอารมณ์ของภาพ DOF เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งในการสร้างสรรค์ภาพเท่านั้น

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Camera คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s